Secret Lover ตอนที่ 7
วรณัน พินิจดี
พรรณ
เธอแก้ปัญหาชู้รักด้วยกำลัง
สรรค์
(นามสมมุติ) และพรรณ (นามสมมุติ) แต่งงานกันมากว่า 30 สรรค์อายุ 52 ปี
ส่วนพรรณอายุ 54 ปี
ปัญหาความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นเมื่อฝ่ายชายแอบชอบพอกับผู้ใต้บังคับบัญชาในที่ทำงานเดียวกันถึง
3 ครั้ง 3 คราว ซึ่งเมื่อพรรณทราบข่าว
เธอก็จัดการกับปัญหานี้แบบขาลุย
ในช่วงที่อายุ 34-36 ปี
สรรค์เคยมีประวัติแอบชอบพอกับเพื่อนร่วมงานระดับใต้บังคับบัญชาถึง 3 ครั้ง
และเกือบทุกครั้งที่พรรณล่วงรู้ เธอจะเข้าไปแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีการที่ต่างๆ นานา
ตั้งแต่การโทรไปข่มขู่ ตบ และกระทั่งต่อย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรทั้งสองก็ยังประคับประคองชีวิตคู่ผ่านวิกฤติต่างๆ มาได้
จนทุกวันนี้รักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งกว่าแต่ก่อน แม้กว่า 7
ปีที่ผ่านมาฝ่ายหญิงจะไม่สามารถร่วมหลับนอนกับฝ่ายชายได้ตามปกติเหมือนคู่สามีทั่วไป
เนื่องจากฝ่ายหญิงมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ แต่สรรค์ก็ยังรักเธอไม่เปลี่ยนแปลง
"ตอนที่แฟนพี่อายุประมาณ 34 ปี เขาทำงานโรงงาน ตำแหน่งรองผู้จัดการ
คนที่มาชอบคือลูกน้องของเขาเอง หวังจะได้ไต่เต้าตำแหน่ง
ตอนนั้นแฟนยังขับรถมอเตอร์ไชด์อยู่เลยนะ และที่คิดว่าแฟนมีกิ๊กเพราะจู่ๆ
ก็ฝันว่ามีคนมาบอกว่า “แฟนกับผู้หญิงที่สนิทด้วยนั้นเขาลึกซึ้งไม่ธรรมดา” คือ
ปกติผู้หญิงชื่อบล (นามสมมุติ) กับพี่สาวของเขาชื่ออ้วน(นามสมมุติ) จะมาเที่ยวที่บ้านพี่
ไปมาหาสู่บ่อยๆ เขาทำตัวเหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานเป็นลูกน้องกันธรรมดา
แต่เขามาหาบ่อยมาก แฟนพี่เองก็ไปบ้านเขาบ่อย พี่ก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะพี่ขายของชำอยู่บ้าน
พอฝันแบบนั้นก็เลยขอไปเที่ยวบ้านผู้หญิงคนนั้นด้วย ซึ่งเขาก็ต้อนรับขับสู้ดี
เหมือนไม่มีอะไร แต่สังเกตว่าเขามีถูกเนื้อต้องตัวกันกับแฟนพี่เวลานั่งคุย
พอไปเข้าห้องน้ำก็ได้ยินบ้านที่อยู่ถัดไปคุยกัน เพราะบ้านเป็นทาวน์เฮาส์กำแพงติดกัน
และบ้านข้างๆ ที่ว่า เขาก็ทำงานที่โรงงานเดียวกับแฟนพี่ เขาจึงรู้เรื่องอะไรที่เราไม่รู้
คนนั้นเขาชื่อเดือน (นามสมมุติ) เขาพูดกับแม่เขาว่า “อยากบอกพี่คนนั้นจังว่าแฟนเขามาติดคนบ้านนี้”
แม่เขาว่า
“ไปบอกเลยดีมั๊ยล่ะ" พี่ได้ยินเดือนพูดว่า “ไม่ได้นะแม่
ขืนบอกก็เป็นเรื่อง เพราะอยู่โรงงานเดียวกัน เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าเราบอก”
พรรณเล่าว่าความบังเอิญที่ได้ยินความจริงแบบนั้น
ทำให้รู้สึกชาไปทั้งตัว ส่วนหนึ่งอาจเพราะความฝันกับลางสังหรณ์แม่นยำนักหนา
"เหมือนหัวใจมันวิ่งไปที่ตาตุ่มแล้วหายไปเลย
มันคือครั้งแรกที่มีเหตุการณ์แบบนี้ เราแทบไม่เชื่อ
และไม่อยากจะเชื่อเพราะสนิทกันกับครอบครัวคนชื่อบลนี้ รวมถึงพี่สาวเขาด้วย
เราไปมาหาสู่กันตลอด ตอนนั้นออกมาจากห้องน้ำปั้นหน้าไม่ถูกเลย
จนกลับไปถึงบ้านก็เริ่มอยากจับให้ได้ และอยากเห็นกับตา
ต่อมาจึงแอบไปดูที่โรงงานว่าเลิกงานแล้วเขาจะหายไปไหนหรือเปล่า วันแรกที่ไปดูเลย
แล้วก็ได้เห็นจริงๆ ว่าเลิกงานแล้วเขาไปอยู่บ้านคนชื่อ บล จริงๆ
ออกกะมาแล้วไปอยู่กันยันสว่างเลย เราตามดูอยู่เจ็ดวัน จนวันที่เจ็ดมั่นใจแล้ว
และโมโหมาก จึงเดินเข้าไปปรากฏตัวและด่าว่าทันที “พวกมึงมาเลวกันอยู่ที่นี่เองเหรอ
ทำตัวเลวมากนะ แกล้งมาสนิท ที่แท้ก็แย่งผัวเขา” ตอนนั้นพี่สาวของเขาที่ชื่ออ้วน
รีบแก้ตัวว่า “ไม่ใช่นะพี่ มันไม่มีอะไร” พี่จึงเข้าไปตบหน้าคนชื่อบล
พี่ชายเขาจะเข้ามาต่อยพี่ พี่จึงพูดว่า “แกเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิง
ถ้าแกต่อยฉันขึ้นศาลไหนฉันก็ชนะ” พี่ชายเขาไม่กล้าต่อย แต่บอกจะแจ้งตำรวจ “เชิญเลย
ฉันไม่ได้ฆ่าคน ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าตำรวจจะเข้าข้างคนที่แย่งสามีคนอื่นหรือเปล่า”
การระเบิดอารมณ์ของพรรณในวันที่ 7
ของการตามล่าหาความจริงนั้น เกิดเป็นเรื่องยาวใหญ่โตถึงขั้นตำรวจต้องมาไกล่เกลี่ย
"สุดท้ายตำรวจก็มา พี่จึงบอกตำรวจว่า “ฉันมาตามสามี
มันมาติดเมียน้อย คุณตำรวจยุ่งอะไรด้วย" พอรู้ว่าเป็นเรื่องผัวๆ เมียๆ
ตำรวจจึงไม่ยุ่ง พี่จึงตบหน้าคนชื่อบลไปหลายที แฟนพี่ก็อยู่เฉย ไม่กล้าทำอะไร
จากนั้นแฟนพี่ก็ไม่ไปบ้านผู้หญิงคนนั้นอีก แต่เขาทรมานมาก เขาร้องไห้ขอให้พาไปหาบล
คิดถึงมันมาก จนพี่ได้พาไปหา พอไปถึงพี่ก็บอกให้มันคุยกันให้พอ คุยเสร็จพี่ก็พามันกลับ
พอกลับมาบ้าน พี่โทรไปบอกพ่อกับแม่เขา พ่อแม่เขาโกรธมาก และประกาศตัดขาดกับลูก
แต่พี่ไม่สนใจ พี่จะพาเขาไปหย่าที่บ้านเกิดพี่ ตอนกำลังจะไป
พระที่พี่ใส่บาตรทุกวันมายืนขวางทาง
และบอกว่าอย่าพึ่งไปไหนให้ไปเก็บมะม่วงก่อน
พี่รีบจะไม่ไป พระก็ยืนยันให้ไปที่วัดก่อน
พี่จึงจำใจไป พอไปถึงทางขึ้นกุฏิ พระบอกว่า “แฟนโยมกินของต่ำเข้าไป
ให้ไปกินน้ำล้างเท้าพระนั่นซะ” พูดพลางท่านก็ชี้ไปที่น้ำในอ่างล้างเท้าพระ
พี่จึงสั่งให้แฟนไปดื่ม แฟนดื่มไปหลายอึก พอดื่มเสร็จแฟนก็บอก “เกลียดมันๆ”
พี่ถามว่า
“เกลียดใคร” เขาก็บอก “เกลียดอีบล เกลียดมันมาก จะเอาน้ำนี้ไปล้างซวย” แฟนก็ตักเอาน้ำไปหลายขวด
ส่วนหลวงพ่อเดินเข้าไปกุฏิ เรียกก็ไม่ยอมออกมา พอแฟนไปที่โรงงาน
แฟนนำน้ำไปรดที่นั่งทำงาน ตามโต๊ะต่างๆ บอกล้างซวย ล้างตัวกาลกิณี"
เมื่อเรื่องลามไปถึงที่ทำงานก็ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะกลายเป็นไฟไหม้ฟางตามไปด้วย
ฝ่ายกรณีนั้นไม่ยอม
และผู้เป็นพี่ชายกับพี่สาวของคู่กรณีก็เข้ามาผสมโรงด้วยการยืนกรานให้สามีของพรรณรับผิดชอบการล่วงเกินทางกายผู้เป็นน้องสาว
"เขาก็มาบอกว่า น้องสาวเขามีอะไรกับแฟนพี่แล้ว ต้องรับผิดชอบ
พี่รู้ว่ามันไม่จริง เพราะแฟนพี่ยืนยันว่าไม่เคยมี แฟนพี่จะฟ้องเขา เขาจึงยอม
คือพี่ไม่ได้เข้าข้างแฟนพี่ แต่ตอนที่จะแต่งงานกัน พี่กับแฟนไปพบหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งหมอแนะนำแฟนพี่ว่า
“ผู้หญิงคนนี้ คุณจะไม่สามารถร่วมหลับนอนกับเขาได้เหมือนคนปกติ
ไม่เช่นนั้นเขาจะตาย หากคุณยืนยันที่จะอยู่ร่วมกับเขาคุณต้องฝึกให้ตัวเองตายด้าน”
พอแฟนพี่ยอม
เขาก็พาไปฝึกอยู่สามเดือน จนแฟนพี่มีอารมณ์ยากมาก"
ความวุ่นวายแรกคลี่คลายลงหลังจากสรรค์ขู่จะฟ้องร้อง
แต่ไม่นานต่อมา เรื่องทำนองเดียวกันนี้ก็เกิดซ้ำอีก และครั้งก็ไม่ใช่ใคร
เป็นคนใกล้ตัวอีกเช่นกัน
"ครั้งที่สองห่างจากคนแรกประมาณสามเดือน คนใหม่พี่ก็รู้จัก
ก็คนชื่อเดือนที่อยู่บ้านข้างๆ คนชื่อบลนั่นแหละ คนนี้เขาชอบแฟนพี่อยู่แล้ว
พอหลังจากเกิดเรื่องคนชื่อบล เขาก็เข้ามาปลอบแฟนพี่ ปลอบไปปลอบมาเลยชอบกัน
เพราะได้ออกไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ ที่พี่รู้เพราะมีอยู่วันหนึ่งอยู่ๆ
ลูกชายพี่เขาก็ร้องไห้ อยากไปหาพ่อที่โรงงานตอนกลางวัน พี่เลยพาไปหา พอไปถึงโรงงาน
รปภ. ก็บอกว่าไม่อยู่ออกไปกินข้าวข้างนอก พี่จึงรอ ซักพัก
แฟนพี่ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าโรงงาน คนชื่อเดือนลงรถมา พอเจอพี่ก็หน้าเสีย รีบวิ่งเข้าไปในโรงงานโดยไม่ทักพี่ซักคำ
ทั้งๆที่รู้จักกัน พี่ก็เริ่มเอะใจ ต่อมาพี่ไปหาแฟนที่โรงงานตอนกลางวันอีก และถาม
รปภ. ว่าผู้หญิงคนนี้ไปไหน (เพราะที่โรงงานจะมีบัตรติดว่าใครออกไปข้างนอก)
จึงรู้ว่าเขาไปข้างนอกกันอีก พอเขาเข้ามาในโรงงาน เดือนก็วิ่งหนีพี่อีก คราวนี้พี่ตามเข้าไปในโรงงานและถามเขา
“เป็นอะไร ทำไมวิ่งหนีพี่ ทำอะไรไม่ดีไว้เหรอ” เดือนตอบ “เปล่า
พี่ไม่มีอะไร” พี่ถามย้ำว่า “แน่ใจนะ อย่าให้พี่รู้เองนะ
เดือนก็รู้ว่าพี่เป็นยังไง” เดือนก็ตอบย้ำ “ไม่มีจริงๆพี่”
คนญี่ปุ่นเห็นจึงมาถามว่ามีอะไรกัน
พี่บอกเขาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เขาถามคำหนึ่งว่า “สรรค์ซังหัวงูเหรอ”
พี่จึงเล่าให้ล่ามฟังให้เขาแปลให้คนญี่ปุ่น
คนญี่ปุ่นจึงเข้าใจและปล่อยใจพี่คุยจนเสร็จธุระ
วันต่อมาเดือนก็โทรมาหาแฟนพี่ โดยนัดให้ไปเจอกันข้างนอก
ตอนแรกพี่ไม่รู้แต่พี่ไปที่บริษัทไม่เจอแฟน พี่จึงโทรถามแฟนว่าอยู่ที่ไหน
เขาบอกอยู่บางแสน พี่จึงโทรถามเดือนว่าอยู่ที่ไหน เขาบอกอยู่โรงงาน
พี่จึงบอกเขาว่า บอกมาตามตรงว่าอยู่ที่ไหน เขาตอบอยู่บางแสน พี่จึงถามเขาว่า “จะหนีพี่อีกนานไหม
ระหว่างลูกของเธอกับแม่ของเธอเลือกเอาว่าจะเอาใครไว้” เขาตอบว่า “ก็เอาไว้ทั้งสอง”
พี่จึงว่า
“ถ้าเอาไว้ทั้งสองก็รออยู่ตรงนั้นพี่จะไปหา
ถ้าหนีก็เตรียมรับศพแม่กับลูกแกไป” พอพี่ไปถึงบางแสน แฟนพี่นั่งอยู่ในรถ
พี่บอกไม่ต้องยุ่ง แล้วพี่ก็เดินไปหาเดือน เขามากับทหารคนหนึ่ง เดือนบอกว่า “มันไม่ใช่อย่างที่พี่คิดนะ”
พี่ต่อยไปที่เบ้าตาเขาข้างซ้ายจนเขียวขึ้นมาทันที
ทหารนายนั้น รีบขวางทางพี่แล้วบอกว่า “ต่อยคนมันผิดกฎหมายนะคุณ
ผมจะไปแจ้งความ” พี่จึงบอกเขาว่า “ไปเลย ต่อยครั้งหนึ่งเสีย 500 บาท
ฉันมีเงินในกระเป๋า 5,000 บาท กว่าคุณจะกลับมาฉันต่อยครบพอดี” ทหารนายนั้นเลยไม่ไป
พี่จึงเอาไม้ท่อนหนึ่งที่วางอยู่แถวนั้นตีเดือน ทหารนายนั้นก็กอดเดือนไว้
พี่จึงกระหน่ำตีทั้งสองคน และต่อยที่เบ้าตาด้านขวาของเดือนอีกข้าง
จึงหยุดตีแล้วกลับ จากนั้นสองคนนี้ก็เลิกยุ่งกัน"
ความใจนักเลงของพรรณทำให้สรรค์กับชู้รักเลิกติดต่อและตัดความสัมพันธ์กันไป
แต่ก็อย่างว่า บางทีความบกพร่องทางกายของฝ่ายภรรยา
อาจเป็นเหตุผลสำคัญให้ฝ่ายชายไหวติง
"หลังจากเรื่องของคนที่สองผ่านไประยะหนึ่ง ก็มีพนักงานมาใหม่
เป็นตำแหน่งรองๆ ถัดจากแฟนพี่ ซึ่งก็คือ ลูกน้องเขานั่นแหละ
แต่คนนี้มีการศึกษากว่าสองคนแรก เขาจบปริญญาตรีวิศวะฯ
พี่รู้ว่าเขาคบกันเพราะมีคนที่โรงงานแฟนพี่โทรมาบอก
เขาโทรมาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังทุกวัน ว่าไปไหนกัน ทำอะไรกัน
พี่ก็ถามเขานะว่าโทรมาบอกทำไม มีผลประโยชน์อะไร เขาก็บอกว่าโทรมาบอกเฉยๆ
พี่มารู้ภายหลังจากเหตุการณ์นั้นจบลง เขาโทรมาบอกเองว่าเขาออกจากที่โรงงานนั้นแล้ว
เขาชอบแฟนพี่อยู่จึงหึงที่แฟนพี่ไปติดผู้หญิงคนอื่น
เท่าที่รู้จากคนอื่นผู้หญิงคนนี้ขี้เหร่มาก อ้วน เตี้ย
หลังจากที่ผู้หญิงปริศนาคนนั้นโทรมาบอกสองสามครั้ง พี่จึงลองโทรไปที่โรงงาน
ขอสายผู้หญิงคนนั้น คนที่มาชอบแฟนพี่และถามเขาตรงๆ ว่า “ไม่รู้เหรอว่าคุณสรรค์มีเมียแล้ว
ทำไมถึงไปชอบเขา?” เขาตอบหน้าตาเฉยว่า “รู้แต่ชอบ เพราะอยู่ใกล้แล้วรู้สึกอบอุ่น”
พี่ก็งงไปเหมือนกันที่เขากล้าพูดแบบนั้น จึงบอกว่า “หยุดซะ เธอไม่รู้เหรอว่าพี่เป็นคนยังไง” ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบว่า
“หนูไม่รู้หรอก พี่ก็อยู่ส่วนพี่ หนูก็อยู่ส่วนหนู
อยู่บ้านเขาเป็นของพี่ แต่อยู่โรงงานเขาเป็นของหนู ตกลงมั๊ย หนูขอ?” พี่ตอบไปว่า “ไม่ได้
จะอยู่ที่ไหนเขาก็เป็นสามีพี่” พี่จึงบอกให้เขาไปถามคนในโรงงานเดี๋ยวนี้ว่าพี่เป็นคนยังไง
“ถ้าเธอไม่ลาออกภายในสามวันพี่จะไปหาเธอที่โรงงาน” ผู้หญิงคนนั้นจึงบอกว่า
“หนูขอคิดดูก่อน” พี่จึงตอบ “เธอไม่ต้องคิด
เธอยื่นใบลาออกซะ เธอต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้” สักพักผู้หญิงคนนั้น
จึงโทรกลับมาว่า “พี่อย่าเพิ่งมานะ หนูกำลังลาออก” ผู้หญิงคนนั้นเอาใบลาออกไปให้ผู้จัดการเซ็นแต่เขาไม่เซ็น
เขาถามว่าเรื่องอะไร ผู้หญิงคนนั้นไม่ตอบ เขาก็เลยเอาไปให้คนญี่ปุ่นเซ็น
พี่โทรไปที่โรงงาน ผู้จัดการเขาถามพี่ว่า “นี่มันเรื่องอะไร” พี่ตอบว่า “เรื่องอะไรก็เซ็นไปเถอะ
ให้เขาลาออกไป” ส่วนคนญี่ปุ่นเขารู้เรื่องก็เดาออก เขาเลยเซ็นให้ผู้หญิงคนนั้น"
พรรณลุยกับปัญหาความสัมพันธ์ทำนองด้วยตัวเองทุกครั้ง
แม้เธอจะทราบดีแก่ใจว่าสรรค์ผู้สามีไม่ได้หลับนอนกับผู้หญิงเหล่านั้น มากที่สุดที่ทำได้ก็แค่จับมือถือแขนและโอบกอด
แต่ทุกครั้งเธอก็ไม่ยอมให้ใครผ่านเลย
แม้มันจะแลกมากับคำติฉินนินทาของเพื่อนร่วมงานของสามี
"ทุกครั้งที่มีปัญหาแล้วพี่จับได้สามีพี่ไม่โต้ตอบอะไรเลย คือ
การไปติดผู้หญิงของเขาคือ แค่ไปกินข้าวด้วยกัน อาจมีโอบกอดบ้าง แต่เขาไม่เคยนอนกับผู้หญิงคนอื่นเลย
ดังนั้นจึงแก้ปัญหาได้ง่าย แต่หลังจากคนที่สามเขาก็ไม่ไปติดผู้หญิงอีกเลย ทุกวันนี้มาคิดๆ
ดู เขาก็ดีกว่าผู้ชายอีกหลายคน คือพี่ให้ความสุขเรื่องอย่างว่าไม่ได้
เขายังเลือกที่จะอยู่กับพี่ ยอมฝึกให้ตัวเองตายด้าน ระยะสองปีหลังนี้พี่ก็ป่วยหนัก
ต้องพาไปรักษาหลายที่ เขาก็พาไป ไม่มีบ่นเลย หมดเงินเป็นแสนๆ
ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงทิ้งไปแล้ว
สำหรับสาเหตุที่เขาไปมีผู้หญิงคนอื่นนั้น
พี่มองว่ามันเป็นเรื่องของวัยด้วย วัยขนาดนี้เป็นวัยที่มีเรื่องพวกนี้เข้ามาง่าย
กำลังเป็นผู้ใหญ่ เขามีนิสัยเทคแคร์ผู้คนรอบตัวดี จึงมีผู้หญิงมาชอบเขาเยอะ
เขามีตำแหน่ง เป็นรองผู้จัดการ
จึงไม่แปลกที่แม้เขาจะหัวล้านแต่ยังมีผู้หญิงมาชอบเยอะแยะ เขาขาดความอบอุ่นจากพี่
เพราะพี่มีโรคประจำตัว และไม่ได้หลับนอนกับเขาเหมือนคู่สามีภรรยาทั่วไป
จึงเป็นไปได้ว่าเขาเลยขาดส่วนนี้ ทำให้อยากชดเชยความรู้สึกของตนเอง
และคิดว่ามันเป็นดวงชะตาของเขาด้วย เพราะหมอดูเคยบอกไว้
และพอผ่านสามคนนี้เขาก็ไม่มีอีกเลย และเขาก็ไม่มีอีกจริงๆ"
ความโชคดีของทั้งสรรค์และพรรณอาจอยู่ที่เมื่อวัยเพิ่มขึ้น
พวกเขาก็เห็นกันและกันมากขึ้น จนใครก็อาจไม่สามารถเข้ามาแทรกได้อีกเลย
เรียนรู้จากเรื่องของพรรณ
ชีวิตบางครั้งก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์
พรรณและสรรค์เป็นอีกคู่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายฤดูกาล
ผ่านความเจ็บปวดและชอกช้ำ
ชีวิตของทั้งสองที่ผ่านบททดสอบเหล่านั้นมาได้
ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจ็บ แต่ทั้งคู่เลือกที่จะจบด้วยการให้อภัย ไม่ใช่ซ้ำเติม
ซึ่งทุกการกระทำตอกย้ำว่าทั้งคู่มีหัวใจรักและยังคงเลือกที่จะเดินไปด้วยกัน
นอกจากความรักแบบร้ายๆ ของพรรณ ยังมีความเชื่อต่างๆ แฝงมาเสมอในการบอกเล่า เช่น
ลางสังหรณ์ ความฝันบอกเหตุ การถูกไสยศาสตร์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้
อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ซึ่งก็เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล
แต่อย่างไรเสียมันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอประคองตัวเองต่อไปได้เช่นกัน
“หากทำอะไรกับความผิดของคนอื่นไม่ได้
จงเรียนรู้ที่จะให้อภัย เพราะมันอาจเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้เราไม่เจ็บ”
ชอบเรื่องของ พรรณมากค่ะ เพราะแม้ว่าเขาจะไม่สามารถให้ความสุขกับแฟนเหมือนคนทั่วไปบวกกับที่เธอมีนิสัยหึงหวงแต่สิ่งที่สำคัญคือเขาก็ไม่เคยที่จะตัดใจจากแฟนและทำทุกอย่างเพื่อจะอยุ่ด้วยกันและแฟนของเธอนั้นก็ไม่เคยที่จะทอดทิ้งเธอ
ตอบลบเป็นเหตุผลที่ดีและลึกซึ้งมาก เชื่อว่าผู้หญิงเกินกว่า 50% อยากได้สามีที่รักและซื้อสัตย์แม้ว่าร่างกายของเราจะไม่สามารถตอบสนองตัณหาราคะได้ เบื้องหลังชีวิตของคนคู่นี้ คือคำมั่นสัญญาที่ฝ่ายชายจะรักและดูแลผู้หญิงคนนี้ตลอดไปและเขาก็รูุ้ว่าผู้หญิงมีโรคประจำตัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน มันคือสัจจะที่ผู้ชายคนนี้รักษามาตลอด
ลบ