Secret Lover ตอนที่ 3
วรณัน พินิจดี
พราว
เธอเลือกเดินในเส้นทางที่ตัวเองเคยรังเกียจ
'พราว'
(นามสมมุติ) เคยเป็นผู้หญิงที่ทุ่มเทชีวิตให้กับการสร้างครอบครัว
แม้ความด้อยประสบการณ์และผิดพลาดในอดีตจะทำให้เธอกลายเป็นแม่ของลูกในวัยเพียงแค่ 17 ปี
แต่พราวกับ 'เขา' ผู้ซึ่งเป็นสามีก็ทำหน้าที่ชีวิตได้อย่างราบรื่นเพื่อเลี้ยงดูกันและกัน
รวมถึงอีกหนึ่งชีวิตที่พวกเขาต่างมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น
ชีวิตคู่ของพราวราบรื่นเรื่อยมา จนวันหนึ่งที่ได้รู้ว่าเขามีใครอีกคน
ชีวิตคู่จึงพังลง พราวรังเกียจ 'การนอกใจ'
หรือไม่เธอก็แค่ 'เคย' รังเกียจการนอกใจ
วันหนึ่งเธอก็เดินในเส้นทางแบบนั้น และได้พบความจริงว่าชีวิตได้ทลายลงอีกครั้งเช่นกัน
"จริงๆ เคยมีครอบครัวครั้งแรกตอนอายุ 17 ปี
อยู่ด้วยกันได้ไม่นานก็ท้อง คลอดมาเป็นลูกสาว
หลังคลอดที่ต่างจังหวัดก็อยู่กับลูกได้ประมาณ 2 เดือน
จากนั้นหนูกับแฟนจึงพากันมาทำงานแถวนี้ แฟนหนูทำงานที่บริษัทหนึ่ง ส่วนหนูได้ทำงานที่ระยอง
ตอนนั้นหนูต้องตั้งใจทำงาน เพราะเกิดมากับความลำบากมาก
ตั้งแต่เด็กพ่อกับแม่แยกทางกันหนูอยู่กับแม่มีลูกน้อยให้แม่ต้องดูแลอีกยิ่งลำบากไปกันใหญ่เลยจึงต้องขยันทำงาน
หนูทำงานที่ระยองต้องนั่งรถรับส่งไปทำงานส่วนแฟนก็เดินไปทำงานเพราะพักอยู่ใกล้ๆที่ทำงานหนูทำงานตลอดไม่มีเวลาให้แฟน
ทำงานเข้ากะกลางคืนบางทีต้องควบกะบ่อยครั้งอยากมีเงินเยอะๆ ครอบครัวจะได้สบาย
แต่ที่มันทำให้ทุกอย่างพังก็เพราะแฟนหนู เขามีกิ๊ก"
แม้จะมีความรู้น้อย
แต่พราวก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตเอาไว้ว่า หากทำงานมากขึ้น ชีวิตครอบครัวของเธอก็จะสบายขึ้น
เธอจึงเลือกที่จะทำงานโอทีอยู่บ่อยๆ
และปล่อยให้สามีที่ยังหนุ่มมีพื้นที่ชีวิตในแบบของเขาบ้าง
โดยไม่ตามติดเหมือนคู่รักในวัยหนุ่มสาวทั่วไป
"หนูก็ถือว่าเขาเป็นคนดีในระดับหนึ่งถ้าเทียบกับผู้ชายทั่วๆไป
แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเขาไม่เคยเจอสังคม ไม่เคยเจอแสงสี หรือเปล่า มาเจอสังคมใหม่ๆ
เขาก็เริ่มเปลี่ยนไป หนูยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในวันนั้นได้ดี
ทีแรกหนูต้องเข้ากะกลางคืน แต่ไปขึ้นรถรับ-ส่งโรงงานไม่ทัน
ก็เลยไปเดินดูของใช้และซื้ออาหาร และเดินเล่นที่ตลาดจนถึงสามทุ่มค่อยเดินกลับห้อง
หนูเข้าไปเคาะห้องปกติ สังเกตเห็นรองเท้าผู้หญิงคู่หนึ่งถอดวางไว้แต่ก็ไม่ได้เอะใจ
สักพักแฟนก็รีบเปิดประตู เขาหน้าเสีย
ในขณะที่หนูก็บ่นเรื่องไปไม่ทันรถอยู่คนเดียวโดยไม่ได้สนใจอะไร
จนหันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในห้อง หนูก็เงียบ ทำอะไรไม่ถูก สั่นไปทั้งตัว
แข้งขาหนูอ่อนล้มลงกับพื้น แต่พอตั้งสติได้ก็ไม่ถามอะไร
ตอนนั้นคิดว่าคงมีอะไรกันแล้ว
ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องปิดประตูอีก หนูไม่พูดอะไรเลยจริงๆ
ยืนอยู่พักหนึ่ง ก็ไม่รู้จะทำไง ไม่ด่าไม่ว่า ก็เดินออกมา
คือที่ยืนอยู่พยายามจะตั้งหลักตั้งสตินั่นเอง จะด่าหรือจะว่าหรือจะทำยังไงมันทำไม่ถูก
ต้องเดินออกมาแล้วไปอยู่ห้องเพื่อน แฟนหนูก็ไม่รั้งหนูไม่พูดอะไร ปล่อยให้หนูออกมา
คนเราถ้าไม่ใช่ความจริงก็ต้องอธิบายให้ฟัง
ผู้หญิงคนนั้นน่าจะมีเงินใส่ทองเต็มตัวเลยหนูคิดว่าแฟนหนูคงจะลำบากกับการที่มาอยู่กับคนจนอย่างหนู"
เธอทำเหมือนกับที่เธอเคยลั่นวาจาไว้
พราวไม่ใยดีแม้ในช่วงแรกเขาจะยังโหยหาและอยากให้เธอกลับ เธอต้องการมีชีวิตใหม่
พราวอยากเป็นคนใหม่ และพราวก็เป็นคนใหม่จริงๆ
"หลังจากย้ายเสื้อผ้ามาอยู่กับเพื่อน หนูเที่ยว กินเหล้า เอาทุกอย่าง
สิ่งไหนที่ไม่เคยทำ ทำเป็นหมด มีเพื่อนชายหลายคนคบแล้วเลิก
จนวันหนึ่งหนูเที่ยวผับกับเพื่อนหนูได้เจอกับผู้ชายที่อายุรุ่นเดียวกับพ่อ
เขาแก่แล้ว อายุเยอะ ผู้ชายคนนี้ชอบหนู ขอเบอร์หนู หนูก็ให้ ไม่ได้คิดอะไร
เขาโทรมาบ่อยมากนัดเจอกับหนู เขาบอกว่า “ลองมาอยู่กับพี่ดูไหม? แล้วมันก็ไม่ได้ลำบากอะไรไม่ใช่เหรอชีวิตเราอาจจะดีขึ้นแล้วพี่ก็จะไม่ยอมให้เราลำบาก”
คือตอนนั้นมันอัตคัดแล้วไง
ลูกก็เข้าเรียน หนี้สินก็มี แต่เขาก็ช่วยใช้ให้จนหมดเลยนะ
เป็นหนี้ใครเท่าไหร่เขาโอนเงินให้ไปใช้หนี้หมด จนหนูมีอะไรกับเขา
เขาเอาเงินให้หนูเยอะมาก เขาบอกกับหนูว่าเขารักหนู จะรับเลี้ยงหนูให้หนูสบาย
เราก็เริ่มคบกัน ใจหนูไม่ชอบคนที่มีอายุเยอะไม่ชอบเอาซะเลย หนูชอบคนรุ่นเดียวกัน
หน้าตาดี ไม่ใช่รุ่นพ่อแต่เขาทุ่มเทมากพาหนูไปจดทะเบียนสมรสทั้งที่เขารวย รวยมาก
แม่และลูกสบายขึ้นหนูส่งเงินให้สร้างบ้าน จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นคนที่มีเงิน
มีแต่คนเดินเข้ามาหามาคุย เมื่อก่อนไม่มีใครอยากจะคุยด้วยเพราะจน
หนูเรียกเขาว่าป๋า ป๋าไปอยู่อเมริกาตั้งแต่อายุ 18
เขาเลิกกับแฟนแหม่มของเขา เขามีลูกกับแหม่มอยู่อเมริกา 2 คน
เป็นผู้ชาย อายุไล่ๆกันค่ะ พอเขาเลิกกับแหม่มเขากลับมาอยู่เมืองไทย
มาอยู่เมืองไทยได้ 3 เดือนก็เจอกับหนู แต่กับทางโน้น (หมายถึงทางอเมริกา) หนูก็ไม่รู้ยังไง
รู้แต่ลูกชายเขาก็ยังมาหาพ่อ นานๆจะบินมาเมืองไทยที ป๋ามาแรกๆเขาพูดไทยไม่ค่อยชัด
เหมือนประมาณว่าเขาติดทางโซนโน้นไปแล้ว พูดไทยไม่ค่อยชัด
และป๋าก็กินอาหารเหมือนฝรั่งนะ เขาจะกินขนมปังกินไรอย่างนี้
แต่เขาก็จะทำกับข้าวให้หนูกิน เพราะหนูเป็นคนที่เรื่องมาก อันนี้ไม่ได้
อันนี้ไม่อร่อย ก็ไม่ได้ ต้องตามใจ เดี๋ยวนี้ก็คือเดี๋ยวนี้ เพราะเขารู้ว่าเป็นคนขี้โวยวายพอเขาตื่นมาเขาก็ทำไว้ให้
จะได้ไม่ต้องโวยวาย"
ชีวิตใหม่ของพราวน่าจะไปได้สวย
หากเธอไม่หลงระเริงกับความ 'มี' จากวันที่ 'ไม่มี'
มาถึงวันที่
'มี' ในแบบที่มีคนหยิบยื่นให้ เธอก็เลือกจะใช้โอกาสแบบคนระเริง
และวันนั้นที่เธอเคยรังเกียจ 'การนอกใจ' วันนี้ก็เป็นเธอเองนั่นล่ะที่เริ่ม
...นอกใจ
ช็อปกระจายเลย มีเท่าไหร่อยู่ในมือซื้อให้หมด
เงินเดือนที่หาได้เองไม่เยอะหรอกเพราะว่าเป็นแค่พนักงานฝ่ายผลิต เงินเดือนประมาณ 7,000 บาทเอง
หนูมีชีวิตของหนู ส่วนป๋าก็ส่งเงินให้ใช้เหมือนที่เคยทำ
จนกระทั่งป๋าไปมีผู้หญิงคนใหม่อยู่ด้วยกัน ต่อมาผู้หญิงคนนั้นท้องมีลูกด้วยกัน
หนูรู้ข่าวก็ไม่ได้ว่าอะไรหนูรับได้เพราะหนูคิดว่าหนูก็ไม่ได้คิดกับป๋าแบบคนรักอยู่แล้ว
พอได้ข่าวหนูก็ไม่กลับไปหาป๋าอีกเลย แต่ก็โทรคุยกันปกติ
ป๋าไม่คิดที่จะหย่ากับหนูเลยก็ยังรักหนูเหมือนเดิม
จนกระทั่งหนูได้เจอกับผู้ชายอีกคนในผับแห่งหนึ่งที่ระยอง เขาเป็นคนที่สนุกสนาน
เพิ่งเลิกกับเมีย เขามีลูกด้วยกันหนึ่งคน ด้วยความที่เขาชอบเที่ยวไม่สนใจเมีย
เมียก็เลยทิ้งไป และทิ้งลูกไว้ด้วย หนูสงสาร
ไม่รู้เพราะชีวิตคงเหมือนกันด้วยหรือเปล่า หนูเลยคบกับเขาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา
แต่ป๋าก็ไม่รู้ และทุกวันนี้ป๋าก็ยังส่งเงินให้หนูใช้ปกติ
ได้เงินป๋ามาหนูก็เอามาให้เขาใช้ ความรักหนูเกิดจากความสงสาร
มันอาจเป็นเวรกรรมก็ได้นะ ได้เงินจากป๋ามา หนูก็ต้องเอาไปให้คนอื่น"
เยื่อใยระหว่างพราวกับ 'ป๋า' หากว่าเป็น 'ผลต่างตอบแทน'
เธอเองก็ไม่ได้ตอบแทนเขาในแบบที่เขาปรารถนา
ความผูกพันอาจเป็นเรื่องของใจ และความอยู่รอดของพราวในขณะเดียวกัน
เธอทราบเรื่องนี้จนเอ่ยถึง 'กรรม' เสมอ แต่เพราะเหตุผลประการหลังก็เป็นได้
เธอถึงไม่เดินไปจากผู้ชายคนนี้ แม้จะเริ่มสำนึกรู้
และมองเห็นภาพตัวเองว่าก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเส้นทางที่สามีคนแรกเลือกเดิน
"ที่ป๋าคบผู้หญิงคนนั้น หนูเข้าใจว่าผู้ชายก็ต้องมีความต้องการ
แล้วอีกอย่างหนึ่งคือในเมื่อเราให้ความสุขเขาตรงนั้นไม่ได้ เราต้องยอม
ผู้หญิงคนนั้นเองก็เคยมีแฟนมาแล้ว เขาคบกันอยู่ก่อน
แต่ที่ผู้หญิงคนนั้นตัดสินใจเลิกกับแฟนแล้วมาคบกับป๋าก็คงเพราะมีเหตุผล ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าป๋าไปคบผู้หญิงอื่น
จนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นท้อง จริงๆ หนูก็เกิดความสงสารว่าเราให้ความสุขเขาตรงนั้นไม่ได้
แต่ผู้หญิงคนนี้ให้ได้เราก็ต้องยอม พอหนูรู้ผู้หญิงก็ท้องได้ 4 เดือนแล้ว
จะให้หนูสั่งให้ป๋าเอาเด็กออกหนูก็คงทำไม่ได้ หนูคิดว่าเราต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
เพราะว่าเราเองก็มีส่วนบกพร่อง ถ้าเราไม่บกพร่องเขาก็คงไม่ไปมีคนอื่น หนูเลยยอม
หนูไม่ได้ว่าอะไร ป๋าถามว่าโกรธไหม หนูบอกว่าไม่โกรธ เพราะว่าหนูต้องเข้าใจ
แล้วหนูก็ถามว่า “จะหย่ากับหนูไหม?” ป๋าก็บอกว่า “ไม่หย่า”
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเราไม่เคยหยิบยื่นแม้กระทั่งน้ำใจ
ความรู้สึก ความห่วงใยเล็กๆน้อยๆ เรายังไม่มีให้ป๋าเลย
เวลานี้ที่ป๋าไปมีคนอื่นที่เอาใจใส่ป๋า
มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่เราต้องไปโกรธเขาต้องไปเกลียดเขา คือหนูเข้าใจ หนูยอมรับ
หนูบอกป๋าว่าให้พาผู้หญิงมาอยู่ในบ้าน เพราะว่าผู้หญิงอยู่บ้านเช่า คือห่วงเขา
หนูก็คิดนะว่าทำไมไม่โกรธเขา ไม่อะไรเขา จะโกรธทำไมก็ตัวเองเป็นคนไม่สนใจเอง
เหมือนประมาณว่ามีเพชรอยู่ในมือแล้วไม่รักษา พอคนอื่นเขาเห็นค่าแล้ว
ก็ไม่รู้จะไปกีดขวางป๋าทำไม หนูเลยให้ป๋าพาผู้หญิงมาอยู่ในบ้าน แต่ถามว่า “ถึงป๋ามีคนอื่นแล้ว
ป๋าเคยบกพร่องในความรับผิดชอบ รายรับ รายจ่าย เราไหม?” ไม่เคย
ป๋าเคยจ่ายยังไงก็จ่ายอยู่อย่างนั้น ขนาดห่างกัน ไม่ได้อยู่ด้วยกันมา 2 ปีแล้ว
ก็ยังจ่ายอยู่อย่างนั้น แทบจะไม่ได้เจอกันเลยส่วนมากมีแต่คุยโทรศัพท์
อย่างปีที่แล้วเจอกันแค่เดือนกุมภาพันธ์ครั้งเดียว ส่วนมากก็มีแค่โทรคุยกันแค่เวลา
จ่ายค่าห้อง ส่งให้ลูก ป๋าก็ให้เหมือนเดิม เรามีรายจ่ายอะไร
ป๋าจะวางแผนมาเลยว่าเท่านี้ๆ ป๋าก็จะโอนมาให้
ลูกก็เป็นลูกที่ติดหนูมาไม่ใช่ลูกป๋าด้วย
กับแฟนใหม่ของป๋า เราเคยทะเลาะกันนะ
เขาเคยส่งคำพูดไม่ดีมาด่ากันทางเฟสบุ๊ก จนหนูต้องปิดเฟสบุ๊กของหนูไป
คือเขาก็ต้องเข้าใจว่าเขามาอยู่ทีหลังเรา
หนูก็บอกผู้หญิงคนนั้นว่าอยากอยู่ๆไปแต่หนูไม่อยู่ หนูไม่ยุ่งกับเขา
แต่เขาอย่ามายุ่งกับหนู ถ้ามายุ่งกับหนูเมื่อไหร่หนูก็ไม่เก็บไว้เหมือนกัน
ความรู้สึกในใจหนูมันคิดอย่างนี้ไง เพราะหนูไม่เคยไปวุ่นวายกับเขาอยู่แล้ว
เขาก็บอกเลยนะว่าเขาพอตัว แต่ถ้าถามว่าหนูกลัวไหม หนูไม่เคยกลัวใคร
แต่ว่ามีเรื่องไปมันก็เท่านั้น ไม่รู้จะมีไปทำไม ไม่อยากมีเรื่องไม่อยากเถียง
ไม่อยากอะไร บ้านที่อยู่กับผู้หญิงคนนั้นมันคือเป็นบ้านของป๋าเลย หลังใหญ่มาก
เรายอมออกมาเพื่อให้เขาอยู่ ไม่รู้สิ ถ้าเอาคำว่าเด็กมาอ้างหนูสงสารเด็กนะ
แล้วอีกอย่างจะให้เราไปทำร้ายเขาถึงหนูจะเป็นคนไม่ดีแต่หนูก็คิดสงสารเพราะว่าหนูก็มีลูกมา
หนูรู้หนูเข้าใจดีว่าเด็กมันต้องการอะไร ถ้ามันขาด ถ้ามันลำบาก
ก็เหมือนกับตอนที่หนูเลิกกับแฟนคนแรก ถ้าเกิดว่าเขาต้องลุ่มๆดอนๆ เขาต้องอยู่อะไรยังไง
แทนที่หนูจะโกรธจะเกลียด แต่หนูกลับเป็นห่วงเขา ไม่รู้ว่าทำไมหนูคิดแบบนี้
หนูคิดว่าถ้าเขาไม่ท้องหนูก็คงจะแรงเหมือนกัน แต่พอเขาบอกว่าเขาท้อง 4 เดือน
เราก็เหมือนสู้กับอารมณ์คนท้องมันก็เท่านั้น แต่ถ้าถามว่าถ้าเราทำจริงๆ
ตัวเราเองจะเป็นบาป แค่ที่หนูทำกับป๋าทุกวันนี้ หนูคิดว่าบาปมากแล้ว
ความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องง่าย
และมันก็ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เราทุกคนทราบเรื่องนี้ดี
หลายความสัมพันธ์เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ และการเรียนรู้ในหลายครั้งก็เกิดขึ้นจากความผิดพลาดก่อนจะก่อเกิดเป็นความเข้าใจ
วันหนึ่งที่พราวรู้ว่า เธอไม่มี 'ป๋า' หรือไม่มี 'ใคร' เธออาจจะได้รู้และเข้าใจมากขึ้นว่า
ความสุขความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องสร้างเอง
เรียนรู้จากเรื่องของพราว
ความสัมพันธ์ซับซ้อนของพราวอาจเป็นต้นเหตุไม่น้อยสำหรับชีวิตอันสับสนของเธอ
ในแง่ของการทำงานแล้ว
หลายครั้งความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในที่ทำงานมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่บ่อย
โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ๆ ที่มีคนหลากหลายระดับอยู่ร่วมกัน
ความไม่มั่นคงในจิตใจเป็นต้นเหตุของความสัมพันธ์ทางกายที่อาจก่อเกิดเป็นปัญหาในการทำงาน
พราวอาจจะโชคดีที่ความสัมพันธ์ของเธอไม่ได้เกิดขึ้นจากคนในองค์กรเดียวกัน
ปัญหาจากความสัมพันธ์จึงไม่ส่งผลต่อการทำงานมากนัก
จะมีก็แต่ความมั่นคงในใจที่อาจทำให้งานไม่สมบูรณ์
อย่างไรก็ตามคำพูดทิ้งท้ายที่ว่า
“ถ้าเลือกได้อยากเกิดมามีชีวิตที่ร่ำรวยครอบครัวจะได้สุขสบายก็จะได้ไม่เป็นแบบนี้
แต่เพราะเลือกไม่ได้ ก็ต้องพยายามสร้างเอง" แสดงให้เห็นว่า
พราวเองยังไม่เข้าใจความสุขที่แท้จริงอย่างถ่องแท้
ว่าเงินหรือความสุขชั่วคืนที่พราววิ่งหานั้น ไม่ใช่เส้นทางสู่สุขที่ยั่งยืน
ในใจของพราวจึงเหมือนแก้วน้ำที่ยังรั่ว แม้เติมน้ำสักเพียงใดก็ไม่มีวันเต็ม
พราวต้องอุดรูรั่วของตนเองเสียก่อน
เธอจึงจะพบว่าเธอทำความสุขหล่นหายไว้ที่ใด
“วิ่งหาความสุขไม่ถูกที่
ก็จะไม่มีวันหาความสุขเจอ... หยุดวิ่งแล้วถามตัวเองว่า ความสุขของคุณคืออะไร
และมันอยู่ที่ไหน แล้วคุณจะเจอมันเอง”
ไม่มีความคิดเห็น :
แสดงความคิดเห็น