หน้าเว็บ

Blogger Widgets
วรณัน พินิจดี

แผนที่หลายฉบับ

แผนที่หลายฉบับ

เมื่อหลายวันก่อนดิฉันมีธุระต้องไปที่บริษัทแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมละแวกกรุงเทพฯ จากแผนที่ที่ได้มาปรากฏว่า มีรายละเอียดเฉพาะถนนในนิคมฯ แต่ไม่มีรายละเอียดการเดินทางจากถนนที่อยู่โดยรอบนิคมและจังหวัดใกล้เคียง ดิฉันจึงต้องค้นหาแผนที่ให้คนขับรถอีกสามแผนที่ รวมทั้งใช้ google map นำทางจึงถึงบริษัทเป้าหมาย ซึ่งตอนแรกก็รู้สึกหงุดหงิด แต่เรื่องนี้ได้ทำให้ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา ได้แก่

1. การเดินทางไปสู่เป้าหมายของชีวิตที่เราวางไว้ อาจไม่ได้มีแผนที่แค่ฉบับเดียวที่จะนำพาให้เราไปถึงเป้าหมายนั้น หมายความว่า เส้นทางชีวิตอาจไม่ได้มีแผนที่สำเร็จรูปแค่เพียงแผ่นเดียว ชีวิตอาจมีความยุ่งยากซับซ้อนมากกว่านั้น ผู้ที่ยังคง “พยายาม” บนเส้นทางที่ไปสู่เป้าหมาย จะเป็นผู้ที่ไปถึงเป้าหมายนั้น ส่วนผู้ที่ไม่พยายาม ละล้มเลิกเหนื่อยท้อเสียก่อน ก็จะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
ในวันนี้ ท่านทั้งหลายมีแผนที่กี่ฉบับเพื่อไปถึงเป้าหมายค่ะหากท่านมีเพียงฉบับเดียว ชัดเจน ถือว่าท่านโชคดีมาก ส่วนหลายท่าน อาจต้องมีหลายฉบับด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทั้งภาระรับผิดชอบ ความฝันที่หลากหลาย และผู้คนรอบข้าง

2. การให้ความสำคัญแก่ลูกค้า ไม่ใช่การแสดงออกโดยการท่องจำ หรือมีวิสัยทัศน์แปะไว้ข้างผนังเท่านั้น แต่การใส่ใจลูกค้าขององค์กรยังสะท้อนผ่านรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเช่น แผนที่ของบริษัทฯ รายละเอียดทั้งบริเวณใกล้ๆ และภาพกว้าง นอกจากทำให้ลูกค้าขององค์กรได้รับความสะดวกแล้ว ยังลดการโทรศัพท์เข้ามาที่ operator เพื่อสอบถามเส้นทางอีกด้วย หากพอมีเวลาว่าง ลองย้อนกลับไปดูแผนที่ขององค์กรท่านว่าสามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีหรือไม่?

Read More »

Secret Lover ตอนที่ 15 "เขาตบหน้าเธอต่อหน้าชู้รัก"


พร

เขาตบหน้าเธอต่อหน้าชู้รัก


พร (นามสมมุติ) เป็นกรณีตัวอย่างของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ความเจ็บปวดของพรคือการที่สามีแอบไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ไม่ยอมรับ แม้จะจับได้คาหนังคาเขา แต่เขาก็ไม่ยอมรับ หนำซ้ำยังตบหน้าเธอหลายครั้งต่อหน้าผู้หญิงคนนั้นและเพื่อนๆ


พร อายุ 33 ปี พักอยู่จังหวัดชลบุรี แต่งงานมาแล้ว 10 ปี มีลูกชายหนึ่งคน เธอทำงานในออฟฟิศของบริษัทเอกชน ส่วนสามีทำงานบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ


"เมื่อปี 2553 ฉันต้องไปทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งที่ระยอง บริษัทไม่มีรถรับ-ส่ง ตอนนั้นจึงปรึกษากับแฟนว่าจะไปทำที่นั่นเพราะได้เงินเดือนสูง และเป็นบริษัทฝรั่ง ได้ใช้ภาษาอังกฤษ โดยไปค้างที่หอพักใกล้บริษัท กลับบ้านเย็นวันศุกร์ เย็นวันอาทิตย์ก็กลับไปค้างที่หอพัก ส่วนแฟนกับลูกก็อยู่ที่บ้าน ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นอยู่ประมาณ 5 เดือน จึงเริ่มพบความผิดปกติของแฟน คือมักนั่งอยู่หน้าบ้านคนเดียวดึกๆ ไม่ค่อยเข้านอนพร้อมฉันกับลูก โดยอ้างว่า เครียดเรื่องงาน ตอนนั้นแฟนติดมือถือมาก ไม่ยอมวางไว้ห่างตัวเองเลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเขาไม่ชอบคุยโทรศัพท์ พอแอบเข้าไปดูใกล้ๆ เขาก็กดเล่นเกมในมือถือ ตอนนั้นเขาเริ่มใช้ Smart phone จึงมี function การใช้งานเยอะมาก แรกๆ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติมากมาย

ต่อมาคุณครูที่สอนพิเศษตอนเย็นให้ลูกชาย บอกด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า กลับมาพักที่นี่แล้วไป-กลับ ไม่ได้เหรอค่ะ สงสารลูกชาย คุณพ่อดูยุ่งๆนะค่ะ มารับช้าบ่อยค่ะฉันยอมรับว่าตอนนั้นไม่เข้าใจว่าคุณครูหมายถึงอะไร จนกระทั่งสัปดาห์ต่อมาคุณครูจึงพูดตามตรงว่า คุณแม่ค่ะ คุณครูสงสัยว่าคุณพ่อจะติดผู้หญิงนะค่ะ เขาปล่อยลูกชายไว้ดึกบ่อยมากค่ะ บางวันถึง 4 ทุ่มค่ะ คุณแม่ทราบหรือเปล่าค่ะฉันงงมาก และบอกว่าไม่รู้เรื่องนี้เลย ก็เห็นเขาคุยด้วยดี รับปากว่าจะดูแลลูก ตอนโทรมาหาก็บอกว่ามีกินเลี้ยงบ้างแต่ไปไม่นาน"


สิ่งที่ตอกย้ำความผิดปกติคือ รุ่นพี่คนสนิทกันมากอีกคนหนึ่งเดินมาบอกอย่างห่วงใยกับพรว่าสามีของเธอกำลังติดผู้หญิงแม้จะงงมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พรก็พยายามจะหาความจริง


"ฉันเริ่มหาข้อมูลทันที โดยสอบถามลูกชาย เพราะลูกชายโตอยู่ชั้น ป.3 แล้ว จึงพอรู้เรื่องต่างๆ ลูกชายเล่าให้ฟังว่าพ่อมักมารับช้า นอนดึก ปล่อยให้เขานอนคนเดียว ชอบคุยโทรศัพท์ และอีกหลายอย่าง ฉันมั่นใจว่าเขาติดผู้หญิงแน่ๆ และต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง แน่นอน ถ้าเปลี่ยนงานยังไม่ได้ ก็ต้องซื้อรถเพื่อไปกลับ ฉันหาข้อมูลการซื้อรถทันที และคุยกับแฟนเรื่องซื้อรถ แน่นอน เขาไม่เห็นด้วย อ้างเรื่องค่าใช้จ่าย และภาระต่างๆ มากมาย ฉันเอาเรื่องลูกมาอ้างและบอกว่าคิดถึงบ้าน พร้อมยืนยันว่าส่งได้เพราะเงินเดือนที่ได้รับมากพอที่จะได้จ่ายแน่ๆ สุดท้ายฉันก็ซื้อรถได้สำเร็จ แม้เขาจะไม่เต็มใจ


เมื่อกลับมาอยู่บ้านฉันนึกว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ ฉันเริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไป มันจริงอย่างที่คนอื่นและลูกชายบอก ฉันเปรยกับแฟน บ่อยๆ ว่า ถ้าทำอะไรผิดก็เลิกซะนะเขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และแกล้งโมโหบ้าง จนกระทั่งหนึ่งเดือนต่อมา เขาไปกินเลี้ยงกับคนที่บริษัทจนดึกประมาณห้าทุ่มกว่ายังไม่กลับและติดต่อไม่ได้ ฉันขับรถตามไปดูที่ร้านที่เขาบอกว่าจะไป ปรากฏร้านปิดแล้ว ฉันเข้าสอบถามที่ร้านว่า แขกกลุ่มสุดท้ายออกไปกี่โมง ทางร้านบอกว่าห้าทุ่มกว่า ฉันยังนึกดีใจว่าอาจสวนทางกับเขา จึงขับรถกลับบ้านก็พบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีรถเขาจอดอยู่ เขายังไม่กลับมา เขาปิดมือถือ ไม่ติดต่อกลับมาจนกระทั่งตีสี่เขาถึงกลับ


พอเขาเข้าบ้าน ฉันรีบถามว่าไปไหนมา เขาบอกเมาจึงไปนอนที่ปั้ม ฉันจึงถามต่อว่า ปั้มไหนและไม่รอช้า ฉันขับรถไปที่ปั้มน้ำมันที่เขาบอก และหลอกพนักงานในปั้มจนเขายอมตรวจสอบกล้องวงจรปิดในปั้ม ไม่มีรถทะเบียนนี้เข้ามาที่นี่เลย เราตรวจสอบตามช่วงเวลาที่ระบุแล้วแน่นอนฉันรู้ว่าตัวเองโดนหลอก และบอกตัวเองว่า ฉันต้องรู้ความจริงให้ได้พอเช้าประมาณหกโมงแฟนตื่นมานั่งหน้าบ้าน ฉันจึงถามแฟนว่า เมื่อคืนไปไหนมาเขาตอบแบบรำคาญว่า ก็บอกแล้วไงว่าไปนอนปั้มน้ำมันฉันถามต่อ ไม่รู้เหรอ ว่าปั้มน้ำมันมีกล้องวงจรปิดหลังจากฉันพูดประโยคนี้ รู้สึกได้เลยว่าเขาตัวแข็ง ซักพัก เขาก็ลุกขึ้นทำท่าโมโหและเดินเข้าห้องนอนบอกว่า 'ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ'"


เมื่อตั้งสติได้ พรก็เริ่มสืบความจริงที่เธออยากได้  โดยเริ่มโทรหาคนที่พอจะให้ข้อมูลได้ทันที คนแรกเป็นผู้ชายรู้จักมาหลายปี แต่ผู้ชายคนนั้นบอกแต่เพียงว่าไม่ทราบ ซึ่งพรมารู้ภายหลังว่าคนๆ นี้ก็รู้เห็นเป็นใจทุกอย่าง


"ฉันเปิดสมุดโทรศัพท์ที่ฉันจดทุกเบอร์มาจากมือถือแฟน หลังจากที่เริ่มสงสัย อ่านวนไปวนมาอยู่หลายรอบจึงโทรไปหาพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยคุยด้วยเมื่อตอนไปงานแต่ง เขาดูเป็นมิตรกับเราที่สุด พี่ไม่ค่อยเห็นแฟนคุณคุยกับใคร มีแค่สองคนในออฟฟิศที่คุยด้วย เป็นฝ่ายบุคคลกับบัญชี ฝ่ายบุคคลเขามีแฟนแล้วนะ ไม่น่าจะใช่แน่นอนมันเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ฉันโทรหาน้องคนที่อยู่บัญชีทันที


เมื่อโทรไปฉันกล่าวสวัสดีอย่างสุภาพ และถามว่านี่เบอร์คุณอ้อมใช่มั้ยค่ะ มีผู้ชายคนหนึ่งรับสายก่อน แล้วเขาบอกอีกคนมารับเสียงดังลอยเข้ามาในโทรศัพท์ว่า เอ๊า! มีคนโทรมา สงสัยเมียเขาโทรมามั้งฉันรอฟัง พอมีคนรับสาย ฉันจึงพูดว่า นั่นคุณอ้อมใช่มั้ยค่ะ เขาตอบว่า ไม่ใช่ฉันก็เลยว่า ขอโทษค่ะ แต่ดิฉันได้เบอร์นี้มา เป็นเบอร์คุณอ้อมนะค่ะ" ผู้หญิงชื่ออ้อมก็ตอบอย่างฉุนๆว่า ก็บอกไม่ใช่ไงฉันขอโทษ วางสายอย่างงงๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ก็ผู้ชายคนตะกี้ยังบอกว่าใช่แล้วทำไมเขาโกหก ซักพักฉันก็ตั้งสติได้ และโทรกลับไปใหม่ และก็ผู้ชายคนเดิมที่เป็นคนรับสาย"


ครั้งนี้ผู้ชายปลายสายแสดงว่าตัวว่าเป็นคนรักของผู้หญิงที่เธอโทรหา เขาเองก็แปลกใจที่เธอโทรไป แต่แล้วก็หลุดประโยคหนึ่งว่า คุณกำลังจะโทรมาเรื่องที่เรากำลังทะเลาะกันรึเปล่า?


ฉันรีบถามเขาไปว่า เมื่อคืนแฟนคุณไปงานเลี้ยงกลับมากี่โมง?" ผู้ชายคนนั้นตอบ ตีสี่ครับ" แฟนพี่ก็กลับมาตีสี่ฉันบอกเขาแบบนั้น ผู้ชายคนนั้นก็เลยว่า ผมถามมันก็ไม่บอกว่าไปที่ไหน ยังมีคนส่งข้อความมาหาแฟนผมด้วยขณะนั้น ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงชื่ออ้อมตะโกนเสียงดัง จนเสียงเข้ามาในมือถือว่า 'ก็บอกแล้วไงว่าไปบ้านพี่ฝน' ฉันรีบถามไปว่า ส่งมาว่ายังไง?ผู้ชายคนนั้นตอบว่า คิดถึง" จากใครฉันถาม  เขาตอบว่า คนชื่อ ตั้ม" ฉันนิ่งแล้วก็บอกว่า นั่นแฟนพี่เอง


เอาไงดีพี่?ผู้ชายคนนั้นถามฉัน ฉันก็เลยว่า ถามแฟนเธอว่า รักแฟนพี่มากมั๊ย ถ้ารักมากพี่จะยกให้ ให้ไปอยู่ด้วยกัน แต่ต้องย้ายออกจากชลบุรีและภาคตะวันออกไปเลย พี่ไม่อยากเจอหน้าเขาสองคนอีก หลังจากเลิกกับแฟน พี่จะส่งเมล์รูป ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัตรประชาชนพวกเขาไปทุกบริษัทในภาคตะวันออก ลองดูซิว่าจะกล้าไปทำงานที่ไหนอีก พวกเขาก็แค่ย้ายออกไปอยู่ภาคอื่นเท่านั้นเอง จริงๆตอนนั้นฉันก็แค่ขู่ ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงๆหรอก ผู้ชายคนนั้นรับทราบ ผมจะบอกเขาตามนั้นขณะที่ฉันกำลังคุยอยู่นั้น แฟนก็เดินมาดึงมือถือออกจากมือและพูดว่า 'เลิกบ้าได้แล้ว เลิกคุยได้แล้ว'"


พรได้พบความจริงในที่สุด แต่บางครั้งความจริงก็ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้น และดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตพรย่ำแย่ลง


"ฉันทะเลาะกับแฟนอยู่พักหนึ่ง เขาพูดแบบไม่สนใจความรู้สึกของฉัน และขอเลิกกับฉัน ฉันจึงขับรถออกจากบ้าน เขาไม่ตามเลย อีกทั้งยังส่งข้อความมาว่า 'หากอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข ก็ควรจะเลิกกัน' ฉันขับไปจอดที่บ้านพี่ที่สนิท เล่าให้เขาฟัง พี่คนนั้นเดินมาโอบกอดฉัน ขณะนั้นเอง คนชื่ออ้อมก็โทรมาร้องไห้ขอโทษ ฉันคิดว่าแฟนเขาคงต่อว่าเขาหนักเขาจึงโทรมา เขาบอกว่าไม่ได้มีอะไรกับแฟนฉัน และจะเลิกทุกอย่าง เขาขอโทษ ฉันรับฟังแต่ไม่เชื่อ ความเชื่อใจมันไม่มีเหลือแล้ว ฉันขับรถออกจากบ้านหลังนั้นอย่างไม่มีจุดหมาย เสียใจมากที่แฟนไม่สนใจใยดี ไม่ได้สำนึกผิด ฉันไม่รู้จะไปไหน ไปหาเพื่อนก็อาย ไม่อยากให้รู้ว่าเรามีปัญหา ไปนอนโรงแรมก็ไม่กล้า สุดท้ายฉันไปจอดรถที่ปั๊มน้ำมัน ปั๊มที่แฟนเคยหลอกว่า ไปนอนที่นั่น ฉันอยู่ในรถทั้งคืน ร้องไห้และทบทวนเรื่องราวต่างๆ


จำได้ว่าเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉันเคยไปดูหมอ หมอดูเขียนใส่กระดาษบอกว่า แฟนจะมีผู้หญิงเข้ามาหาปลายปีนี้ ส่วนจะเลิกกันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับแฟน แต่ที่แน่ๆคือจะมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตแน่นอน ฉันพยายามเข้าใจว่ามันเป็นเพราะโชคชะตา แต่ก็คิดว่าทุกอย่างคงจบแล้ว ฉันวางแผนว่าจะทำยังไงดี ถ้าไม่มีเขา ลูกจะไปโรงเรียนยังไง ใครจะดูแล นอนคิดวนไปวนมาจนเช้า ฉันจึงไปนั่งเล่นริมสระน้ำที่ปั๊มนั้น จนกระทั่งสายๆ ประมาณสิบโมง แฟนจึงโทรมาหาสองครั้ง ฉันรับสาย เขาถามเรียบๆว่าอยู่ที่ไหน กลับมาบ้านมาคุยกันก่อน ฉันบอกว่าอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน เขาจึงพาลูกมาหาและชวนกลับบ้าน เขาไม่ได้มีท่าทีสำนึกผิด และบอกแค่ว่าทุกอย่างจบแล้ว เลิกพูดเรื่องนั้น เรากลับมาอยู่ด้วยกันต่อ แต่ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม ฉันไปแอบดูที่บริษัทเขา และสั่งห้ามเขา ไม่ให้ไปงานเลี้ยงต่างๆ แม้เขาจะไม่ไป แต่เขาก็ดูอึดอัดและพยายามจะออกไป แต่ติดที่กลัวฉันจับได้อีก


เขาบอกเลิกฉันบ่อยมาก แต่ฉันก็พยายามอดทน เพราะต้องให้ผ่านพ้นปีนั้นไป ทุกอย่างจึงจะกลับมาเป็นปกติ ฉันใช้เวลาสามเดือน มองดูเขาอย่างเจ็บปวด เขาไม่เหมือนเดิม และฉันเองก็ใช้เวลาสามเดือนทั้งให้โอกาสเขา และทำใจหากจะมีอะไรเลวร้ายกว่านี้ คนที่คอยปลอบโยนและให้กำลังใจฉันไม่ใช่ใคร แต่เป็นลูกชาย ตอนนั้นเขาอยู่ ป.3 เขาร้องไห้ที่เห็นแม่ร้องไห้ เขาขอว่า 'แม่อย่าร้องไห้ได้ไหม ผมเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแม่ร้องไห้' ฉันต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อให้ลูกสบายใจ แต่มันก็ทำยาก"


สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจเดียวที่พรเหลืออยู่ก็คือลูก ลูกอาจช่วยให้เธอเข้มแข็งขึ้นได้บ้างในบางโอกาส แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง เพราะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีก็ไม่เคยมีความซื่อสัตย์เลย


"แล้ววันที่เลวร้ายก็มาถึง วันนั้นเป็นวันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม ปี 2553 ขณะที่ฉันกับครอบครัวไปกินเอ็มเค ลูกน้องของแฟนก็โทรมาชวนไปกินเลี้ยงแผนก เขาร้อนรนอยากไปและบอกว่าขอซื้อเหล้าไปให้ลูกน้องแล้วจะกลับ ฉันบอกว่าถ้าไปแป๊บเดียวก็ไปด้วยกันก็ได้ รอได้ จะได้ไม่ต้องวิ่งรถไปมาให้เสียเวลา แวะไปแล้วกลับพร้อมกัน เขาพยายามต่อรองแต่ฉันไม่ยอม เขาหงุดหงิดมาก แต่ก็ต้องให้ฉันไปด้วย ระหว่างที่เขาไปซื้อของ ฉันก็แวะไปซื้อกล้องดิจิตอล แล้วเราก็ไปที่ร้านอาหารพร้อมกัน แต่เขาไม่อนุญาตให้ฉันกับลูกเข้าไปที่ร้าน เขาหายไปประมาณครึ่งชั่วโมง ลูกน้องคนหนึ่งของเขาก็เดินมาทักทาย เป็นน้องผู้ชายที่เคยไปเยี่ยมที่บ้าน เราคุยกันสักพักน้องคนนั้นก็เอ่ยปากขอให้แฟนไปเที่ยวต่อด้วย ฉันจึงอนุญาต จากนั้นแฟนกลับไปส่งฉันกับลูกที่บ้าน


แฟนออกจากบ้านอย่างร่าเริง พอเขาขับรถออกไปฉันจึงโทรไปหาน้องผู้ชายคนนั้นบอกว่า 'พี่ตั้มไปแล้วนะ กินกันที่ร้านไหนเหรอ' น้องผู้ชายคนนั้นทำท่าอึกอัก อยู่ๆเขาก็บอกว่า พี่เขาไม่ได้มากินกับผมครับ ผมขอโทษจริงๆที่โกหกฉันเริ่มใจเต้นแต่ระงับอารมณ์ถามน้องดีๆว่า แล้ววันนี้มีใครไปกินที่ไหนมั่งละน้องผู้ชายแนะนำผับที่คิดว่าแฟนคงจะไป ฉันจึงเล่าให้น้องชายกับน้องสะใภ้ฟัง และบอกว่าจะออกไปดูซะหน่อย น้องชายสั่งให้น้องสะใภ้นั่งรถมาเป็นเพื่อน ก่อนออกจากบ้านฉันปักธูปเก้าดอกที่ศาล และบอกปู่ที่ศาลว่า ปู่ค่ะ หนูพร้อมที่จะเห็นทุกอย่าง ขอให้หนูเจอแบบคาหนังคาเขานะค่ะ ทุกอย่างจะได้จบซะที หนูไม่อยากทรมานแบบนี้แล้วฉันก็ขับรถไปที่ร้าน ก็เห็นรถแฟนจอดอยู่ที่นั่น ซึ่งคืนนั้นคนไปที่ผับเยอะมาก เนื่องจากเป็นวันเสาร์และใกล้ปีใหม่ด้วย


ฉันเดินเข้าไปดูในผับ ส่วนน้องสะใภ้ขอรออยู่ข้างนอก ฉันเดินตามหาเขาเป็นชั่วโมงก็ไม่เจอ เพราะคนเยอะมาก จึงออกมาบอกน้องสะใภ้ว่ายังไม่เจอ น้องสะใภ้บอกว่าไม่ต้องไปตามหรอก เขาออกมาสูบบุหรี่ข้างนอกสองครั้งแล้ว แสดงว่าเขาต้องนั่งแถวนี้ และครั้งที่สองที่ออกมา เขามานั่งคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง นุ่งกระโปรงสั้น น่าจะเป็นชุดฟอร์มออฟฟิศ แต่คุยไม่นานผู้หญิงคนนั้นก็รับโทรศัพท์และเดินไป ฉันจึงเดินเข้าไปในร้านดูคนที่นั่งโต๊ะแถวทางออก เจอแฟนกำลังเดินออกมาจึงรีบวิ่งหลบออกมา รออยู่นานเขาก็ไม่ออกมา จึงคิดว่าเขาไปเข้าห้องน้ำ ฉันจึงเข้าไปดูใหม่ เดินไปบริเวณใกล้ๆหน้าเวที ภาพที่เห็นตอนนั้นคือ มีผู้หญิงนั่งบนตักของแฟนฉันอยู่ ส่วนแฟนก็สูบบุหรี่และยิ้มอย่างมีความสุข ฉันรีบคว้ากล้องที่เพิ่งซื้อมา ตั้งท่าจะถ่ายวิดีโอ แต่มีคนเดินไปมาตลอดเวลา ฉันจึงต้องขยับเข้าไปใกล้ๆ ผู้หญิงที่นั่งตักเขาหันมาเห็นพอดี จึงเอามือปิดหน้า


ฉันโมโหจึงเดินไปตบหน้าผู้หญิงคนนั้นจนหน้าคว่ำ เพื่อนของผู้หญิงคนนั้นหยุดเต้นแล้วจะมารุมฉัน เขาจึงพูดว่า ก็เข้ามาซิแฟนฉันจูงมือลากฉันออกไปข้างนอก ลากโดยไม่สนใจว่าฉันจะเจ็บหรือไม่ จากนั้นเขาก็ดุด่าว่าฉัน แน่นอนฉันเถียงพร้อมกับร้องไห้ว่าทำไมทำแบบนี้ ไหนว่าจะเลิกทำแบบนี้ เลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนั้น เขาว่าฉันเข้าใจผิด เราทะเลาะกันเสียงดัง ผู้หญิงพวกนั้นก็ตามมาดูด้วย แฟนฉันโมโหตบหน้าฉัน ฉันก็ตบคืน เขาบอกว่า ต่อไปนี้ไม่ต้องมายุ่ง เราเลิกกัน ไม่ต้องคอยมาตาม น่าเบื่อน่ารำคาญฉันเถียงบอกว่า ไม่ต้องปากดีประกาศต่อหน้าคนอื่น ยังไงมันก็ต้องเลิกกันแน่นอนเขาตบหน้าฉันอีกครั้ง ฉันก็ตบหน้าเขาคืน และบอกเขาว่า ถ้าเขาตบหน้าฉัน ฉันก็จะตบหน้าเขาอีก เขาโมโหปามือถือทิ้ง และเดินออกไปขับรถ ผู้ชายคนหนึ่งเดินมาหาฉันบอกว่า คุณทำเกินไป ที่คุณตบนะแฟนผมนะ มันไม่มีอะไรฉันหัวเราะทั้งน้ำตา พูดว่า คุณนี่ใจกว้างนะ ให้แฟนตัวเองไปนั่งตักผู้ชายคนอื่น คุณรู้ไหม ฉันไม่ใช่ผู้หญิงไร้การศึกษาที่จะมาใช้กำลังโดยไม่มีเหตุผล แต่ฉันขอให้คุณไปเช็คให้ดีก่อนว่า กลุ่มของเพื่อนคุณทำอะไรกันบ้าง ที่อ้างว่าเพื่อน เขาไปไหน ทำอะไร ครั้งสุดท้ายที่ไปกินเลี้ยงกันกับแฟนฉัน แฟนฉันหายไปถึงตีสี่กับน้องคนชื่ออ้อม แล้วอ้างว่าไปอยู่บ้านแฟนคุณ แถมฉันยังได้คุยกันแฟนของน้องคนนั้น จนเรารู้ว่าแฟนของเราต่างแอบเป็นกิ๊กกัน คุณเคยรู้เรื่องนี้ไหม เหตุการณ์ก่อนวันนี้ ฉันไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร เพราะฉันไม่เคยเห็นหน้ามันผู้ชายคนนั้นหันไปด่าแฟน กูบอกมึงแล้วใช่มั๊ยว่าอย่าเล่นให้มาก อย่าไปนั่งตักผู้ชายคนอื่นฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าตบผิดตัว เพราะไม่เคยเห็นหน้ากิ๊กของแฟน คนชื่ออ้อมที่เป็นกิ๊ก นั่งตักแฟนฉันก่อนหน้านี้ แล้วสลับไปเต้น ให้เพื่อนตัวเองมานั่งตักแฟนฉันแทน นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้ในเวลาต่อมา แต่ภาพที่เห็นมันช่างบาดตาบาดใจนัก


จากนั้นกลุ่มนั้นก็ถอยห่างออกไป แฟนฉันขึ้นรถและถอยรถออกมาทางฉัน จนเกือบชนฉัน โชคดีมีรถอีกคันจอดเกินรถคนอื่นมา ท้ายรถเขาจึงไปชนกับรถคันนั้น พนักงานที่มีหน้าที่โบกรถเขาไปเคาะกระจกและต่อว่าทันที หน้าตาพนักงานเอาเรื่องมาก เขาโมโหตั้งแต่เห็นแฟนฉันตบหน้าฉันแล้ว แต่ฉันไม่ขอความช่วยเหลือจากเขา เขามองอย่างโมโห สะบัดหน้าแล้วพูดว่า โธ่โว้ย!คราวนี้เขาจึงไม่ยอม แฟนฉันลงไปขอโทษขอโพย เจรจากันอยู่นาน ฉันจึงเดินไปบอกพนักงานคนนั้นว่า พี่ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ หนูไม่เป็นไร ขอบคุณพี่มากที่พยายามจะช่วยพนักงานคนนั้นพูดอย่างหงุดหงิดว่า มีที่ไหนทำร้ายผู้หญิง ตบตั้งหลายที มันใช้ไม่ได้หลังจากเคลียร์กันพักนึ่ง แฟนฉันจ่ายเงินไปเท่าไหร่ไม่รู้ เขาก็ขับรถออกจากร้านด้วยความเร็ว ฉันกับน้องสะใภ้ก็ขับรถกลับบ้าน น้องสะใภ้บ่นว่า 'ถ้าไม่เห็นกับตา จะไม่เชื่อเลยว่าคนเรียบร้อยอย่างพี่ตั้มจะกล้าตบหน้าเมียต่อหน้าคนอื่น'"


รอยช้ำที่ใบหน้าคงไม่ทำให้พรเจ็บเท่ากับบาดแผลในหัวใจ...


"กลับมาถึงบ้าน ไม่เห็นเขาเลย แต่ฉันไม่สนใจถือว่าทุกอย่างสิ้นสุดลงไปแล้ว น้องชายมองที่หน้าและบอกหน้าเป็นแผล ฉันบอกช่างมันเถอะแล้วก็ไปอาบน้ำนอน จนเช้าแฟนก็ไม่กลับมา ฉันรู้ว่าเขาไม่มีมือถือเพราะมือถือเขาพังไปแล้ว ฉันเก็บซากมันมากองไว้ที่โต๊ะ สายๆฉันจึงโทรไปหาพ่อแฟน แต่ไม่มีคนรับ ฉันจึงโทรไปหาญาติเขาอีกคนที่อยู่บ้านติดกัน ฉันเล่าทุกอย่างให้เขาฟังและบอกว่า คราวนี้เลิกกันแน่นอน ญาติคนนั้นบอกว่าเห็นรถจอดอยู่แต่ยังไม่เห็นคน น่าจะยังไม่ตื่น ฉันจึงฝากบอกว่าถ้ายังไงให้กลับมาทำเรื่องหย่าให้เรียบร้อย


ตอนเย็นวันนั้น เขาโทรมาขอโทษ ฉันไม่ยอมรับและบอกว่าขอหย่าให้กลับมาทำเรื่องเรียบร้อย เขาบอกว่าถ้าไม่ให้อภัยเขาจะไม่กลับไปให้เห็นหน้าอีก ฉันถามเขาว่า ถ้าเธอตายฉันควรจะเสียใจเหรอ ถ้าลูกมีพ่อเลวๆ อย่างนี้อย่าให้มีซะดีกว่า" แล้วฉันก็วางสาย


เช้าวันจันทร์ ฉันยังไปทำงานตามปกติ ทำตัวปกติทุกอย่าง และรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่ตัวเองเป็นอิสระ หลังจากที่ทุกอย่างอึมครึมมานาน ตอนเย็นวันนั้น ฉันเลิกงานมาก็เจอรถจอดอยู่ ฉันคิดว่าเขาคงมาเก็บของ เขาใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้น หลังจากที่ฉันเดินเข้าไปในบ้าน กำลังนั่งอยู่กับพื้น เขาก็เข้ามานั่งลงต่อหน้า ขอโทษและร้องไห้ ฉันไม่ยอมให้อภัยและบอกว่า มันสายไปแล้ว โอกาสมันมีมาสามเดือนแล้ว แต่หลังจากวันที่เธอตบหน้าฉันมันจบแล้ว เราต่างก็หมดรักกัน มันไม่ควรจะอยู่ร่วมกัน เธอบอกฉันแบบนั้นมาหลายครั้ง ตอนนี้ได้สมใจแล้วน่าจะดีใจนะ ชีวิตของเธอจากนี้ไปจะมีแต่การเริ่มใหม่ เพราะเธอรักเด็ก จากนี้ไปอีกสิบปีเด็กคนนั้นก็จะอายุเยอะ เธอก็จะเลิกกับเขาแล้วไปมีคนใหม่ เราต่างคนก็มีวัตถุประสงค์ในชีวิตที่แตกต่างกัน ฉันต้องการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว แต่เธอต้องการอะไรฉันไม่รู้ เราไม่ได้รักกันแล้ว ต่างคนต่างไปจะดีกว่า


ฉันลุกไปนั่งที่โซฟา เขาคุกเข่าร้องไห้ และบอกให้เห็นแก่ลูก เขาเอามือฉันตบหน้าเขา ตบให้เหมือนกับที่เขาทำกับฉัน ลูกตัดสินใจอยู่กับฉันลูกเข้าใจและรับรู้ทุกอย่าง ถ้าจำเป็นฉันจะส่งเขาไปอยู่กับตายายที่ต่างจังหวัด เธอรีบเก็บของก่อนที่ลูกจะเลิกเรียนพิเศษกลับมาเถอะฉันออกจากบ้านขี่รถจักรยานยนต์ไปรับลูกที่กำลังเรียนพิเศษอีกซอย กลับมาอีกทีเขาก็ยังอยู่ เขาทำเหมือนปกติและบอกว่าจะไม่ไปไหน วันต่อมาเขาชวนฉันไปที่ศาลและปักธูปเก้าดอก บอกกับศาลปู่ว่าจะเลิกเหล้า จะทำตัวให้ดี ฉันตกใจมากที่เขากล้าพูด แต่หลังจากวันนั้นฉันก็ยังขอเลิกกับเขาทุกวัน เขาเปลี่ยนตัวเองไม่ไปกินเหล้า กลับบ้านตรงเวลา"


พรเล่าว่าปัญหาครอบครัวครั้งนี้ส่งผลกระทบเรื่องงานมากมาย เธอไม่มีสมาธิในการทำงานเลย แม้จะไปทำงานทุกวันแต่ก็เครียด ช่วงไหนทะเลาะกันตอนกลางคืน พรแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย หลายครั้งจิตใจของเธอก็จดจ่ออยู่กับการแอบไปดูเขาที่โรงงานเพื่อสืบหาความจริง ส่วนสามีของเธอเองก็ขาดงานบ่อย และเมื่อมีคนรู้เรื่องของเขามากขึ้น ก็เริ่มเข้าหน้าใครไม่ติด ลูกน้องที่รู้เรื่องก็เสื่อมศรัทธา เขากลายเป็นคนไม่คุยกับใคร และอายจนต้องหางานใหม่


"แม้เวลาจะผ่านมาสองปี แต่พูดได้เลยว่าฉันยังเจ็บปวดอยู่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ความไว้ใจไม่มีเหลือ อยู่ไปแบบที่คิดเสมอว่าหากวันไหนต้องเลิกกันก็จะไม่เสียใจ 'ฉันไม่เหลือศรัทธาในชีวิตคู่' นั่นเป็นคำที่ฉันบอกกับใครๆ รวมทั้งแม่ของตัวเอง ฉันตั้งใจทำงานมากขึ้น ตั้งใจใช้หนี้ให้หมด เลิกแต่งตัว เลิกฟุ่มเฟือย และทำประกันชีวิตเงินออมมากขึ้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฉันตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และต้องยืนหยัดให้ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง เมื่อวันที่ชีวิตเปลี่ยนไป ที่สำคัญ ต้องรักตนเองเพื่อลูก ถึงไม่มีแฟนเราก็ต้องยังต้องเลี้ยงลูกให้ดีให้ได้ ฉันคิดแบบนั้น ฉันจึงไม่มีเวลามานั่งฟูมฟายว่าเขาไม่รัก หรือแม้แต่จะทำร้ายตัวเอง ตรงกันข้าม ฉันต้องทำชีวิตตัวเองให้มันดี เพื่อให้ลูกภูมิใจในแม่ของตนเอง และที่สำคัญฉันมองว่าน่าจะเป็นเวรกรรมที่ตนเองก็เคยแอบคุยกับผู้ชายคนอื่น เหมือนเคยนอกใจเขา กรรมก็เลยสนอง สนองแบบรุนแรงเลย ต่อไปนี้ก็คงจะรักษาศีลข้อสาม ข้อกาเมนี้อย่างเคร่งครัด จะได้จบสิ้นกันไป ไม่ต้องมีเวรมีกรรมต่อกันอีก เข็ดแล้วการผิดศีล ตอนนี้ก็ได้แต่บอกแฟนว่า หากอยากมีคนใหม่ก็บอกตามตรง มีรักก็มีหมดรัก ทุกอย่างเป็นอนิจจัง อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้"


เรียนรู้จากเรื่องของพร


พรก็เป็นอีกคนที่ต้องเปลี่ยนงานเพราะปัญหากิ๊ก ขาดสมาธิในการทำงาน เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นตั้งแต่เธอทำงานที่บริษัทเก่า จนเธอเองต้องเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในชีวิต

ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต แม้แต่ชีวิตคู่ที่เราคาดหวังให้สวยงาม พรเรียนรู้มันด้วยตัวเธอเอง แม้เธอพยายามทุ่มเททำงานเพื่อครอบครัวก็ตาม หากเธอปล่อยช่องว่างระหว่างชีวิตคู่ มันก็เป็นซอกเล็กที่ให้บุคคลที่สามเข้ามาได้เสมอ

บทเรียนกิ๊กครั้งนี้สอนให้พรใช้ชีวิตอย่างระวัง และยืนให้ได้ด้วยลำแข็งอย่างแท้จริง เพื่อคนสำคัญที่สุดในชีวิต คือ “ลูก” แน่นอน ชีวิตคู่ของพรยังคงดำเนินต่อไป

แต่ความไว้วางใจและรูปแบบการดำเนินชีวิตคงไม่มีวันเหมือนเดิม

“อย่ามัวแต่เสียเวลาฟูมฟายเมื่อเกิดปัญหา ใช้สติตรองว่า แล้วจะทำอย่างไรต่อ เมื่อคุณคิดออก มันก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป”


Read More »

Secret Lover ตอนที่ 14 "ครอบครัวพังเพราะกิ๊ก แต่สุดท้ายเธอก็ทำ"




แอน

ครอบครัวพังเพราะกิ๊ก แต่สุดท้ายเธอก็ทำ


                แอน (นามสมมุติ) เป็นผู้หญิงที่ดูมั่นใจในตนเองสูง เธอทำผมสีทองดัดเป็นลอนสวย ขออนุญาตสูบบุหรี่ไปพร้อมกับพูดคุยกัน แรกทีเดียวแอนดูร่าเริง แต่ทันทีที่เริ่มเล่าเรื่องของตนเอง สีหน้าของเธอก็เคร่งเครียดขึ้น แววตาแฝงยังความเจ็บปวดอยู่ภายใน


                เธอเล่าเรื่องได้อย่างละเอียด เหมือนกับเรื่องราวสามปีที่ผ่านมาไม่เคยจางหายไปในความรู้สึก เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน สำหรับแอนเรื่องที่สะเทือนใจของเธอที่สุดมีสองตอน คือ เมื่อต้องกลับคลอดลูกที่บ้าน แต่สามีซึ่งทำงานอยู่ที่สมุทรปราการไม่ไยดีกลับไปดูหน้าลูกเลย และอีกครั้งคือเมื่อหลังคลอดที่เธอกลับมาและพบสามีหลับนอนกับผู้หญิงอีกคนในห้อง ในบ้านที่เธอกับสามีกู้ซื้อร่วมกัน และในผ้าขนหนูผืนที่เธอซื้อไว้และยังไม่ได้ใช้


"ตอนนี้หนูอายุ 31 ปี เรื่องราวต่างๆมันเริ่มตอนหนูอยู่ ม. 6 เทอมสอง หนูตั้งท้องกับแฟนที่อายุเยอะกว่าหนู 5 ปี ลุงกับป้ากลัวเรียนไม่จบ จึงพาไปทำแท้งที่จังหวัดใกล้ๆ บ้านแถวในภาคเหนือนั่นแหละ หนูพักเรียนไป 15 วัน ก็กลับไปสอบจนจบ ม.6 จากนั้นผู้ใหญ่อยากให้แต่งงานกัน แต่หนูไม่อยากแต่งหรอก ขอค่าเสียหายแค่สามหมื่นก็พอ เพราะคิดว่าตัวเองก็ยังไม่พร้อมจะมีครอบครัวในตอนนั้น แต่ก็ขัดผู้ใหญ่ไม่ได้เลยต้องแต่งงานกันตามประเพณี

หลังจากแต่งงานหนูกับแฟนก็มาทำงานที่กรุงเทพ เนื่องจากญาติแฟนมาทำงานที่นี่ จึงมาขออาศัยพักกับเขา หนูได้ทำงานที่ร้านดอกไม้ส่งออกต่างประเทศ มีวุฒิ ม.6 เขาเลยให้ไปทำในออฟฟิศ มีหน้าที่ถ่ายรูปดอกไม้ เช็คข้อมูลประมาณนี้ ได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ก็ช่วยญาติแฟนจ่ายค่าน้ำค่าไฟ พักอยู่กับญาติแฟนได้ประมาณหนึ่งเดือนก็รู้สึกเกรงใจเขา จึงชวนกันมาหางานทำที่สมุทรปราการ เพราะที่นี่มีโรงงานเยอะ อีกทั้งตอนนั้นรายได้ก็ไม่พอจ่าย หนูต้องส่งเงินไปให้แม่ทุกเดือน เพราะหนูเป็นลูกคนเดียว พ่อกับแม่หนูเลิกกัน แม่หนูอยู่คนเดียว"


แอนได้ทำงานประจำในโรงงานใหญ่แห่งหนึ่งที่สมุทรปราการ และดูเหมือนชีวิตใหม่จะไปได้สวย ส่วนแฟนเข้าบริษัทนั้น ออกบริษัทนี้ ทำงานได้แค่เดือนสองเดือนก็ออก เปลี่ยนงานไปเรื่อย


"แฟนหนูเป็นคนหน้าตาดี สูง ขาว เวลาคุยกับผู้หญิงจะคุยดี คือคุยเพราะ แต่เวลาคุยกับเมียตัวเองคุย มันก็คุยอีกแบบหนึ่ง คือไม่ถึงกับเพราะมาก เราก็รู้ว่าเขาเจ้าชู้ ก่อนที่จะคบกันเขาเจ้าชู้ เขาเที่ยว เขาเป็นลูกชายคนสุดท้อง แม่เขาตามใจ อยากได้มอไซค์ เขาก็ซื้อให้ด้วยเงินสดเลย ส่วนที่บ้านหนู ฐานะก็พอมี ไม่ถึงกับยากจนอะไรมากมาย แต่หนูเป็นคนขยันทำงาน ตั้งใจทำงาน เป็นคนที่ไม่เคยขาดลามาสาย


ตอนแรกที่เข้าทำงานหนูเข้าเช้าตลอด ต่อมาหนูต้องทำงานแบบเข้ากะดึกสลับกะเช้า สลับกันทุกสองสัปดาห์ ตอนเข้ากะดึกหนูไม่รู้เลยว่าแฟนทำอะไร โทรคุยกัน ถามว่านอนหรือยังกินข้าวหรือยัง ด้วยความที่เราเป็นห่วงเขา หนูคิดว่าเขาคงไม่นอกใจเรา เรามาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพใหม่ๆ เรามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆเขาก็ยังไม่มีอะไร เพราะเขายังไม่ออกฤทธิ์"


ชีวิตที่ไม่ลงล็อคกันเรื่องเวลา ประกอบกับวัยที่ยังหนุ่มสาวซึ่งยังพึงใจกับการค้นหาความตื่นเต้นใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้ชีวิตที่เหมือนจะราบรื่นของแอนเริ่มสะดุด


"ตอนนั้นโรงงานที่หนูกับแฟนทำงานอยู่ อยู่ใกล้กัน เราก็เจอกันตอนออกกะ วันหนึ่งหนูเดินซื้อกับข้าวที่ตลาดไปเจอเพื่อน เพื่อนบอกว่า เฮ้ย! ดูแฟนดีๆหน่อย เห็นไปกินข้าวกับผู้หญิง ตอนที่เขาเข้ากะเช้า ไปกินข้าวด้วยกันนอกโรงงาน เดินไปด้วยกัน ขี่มอไซค์ไปด้วยกันหนูก็ยังไม่เอะใจ คิดประมาณว่าเขาคงไม่ใช่แบบนั้นหรอกเพราะว่าเขากับผู้หญิงคนนั้นอยู่แผนกเดียวกัน เขาทำงานที่เดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน หนูไม่ได้คิดอะไรมากมาย ด้วยความที่ไว้ใจมาก ต่อมาข่าวเริ่มมีหนาหู เพื่อนคนนั้นบอกคนนี้บอก หนูก็คิดว่าจะทำยังไงดี ตอนนั้นเริ่มเครียด ไม่ได้ขาดงาน แต่ไปทำแบบเบลอๆ ทำงานไปคิดไป


จนวันหนึ่งพอตัวเองเข้ากะดึก จึงยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนออกไปดูห้อง เห็นยังเปิดไฟยังไม่นอน หนูก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม จากนั้นหนูก็ออกไปดูเขาเรื่อยๆ อย่างเราเข้ากะดึกอย่างนี้ไม่กินข้าวนะ ตอนเที่ยงคืนออกไปดูเขา ไปซุ่มดูเขาว่ามันจะเป็นยังไง จนหนูทำงานที่นั่นประมาณ 3 เดือนกว่า แฟนบอกว่าที่แผนกจะไปกินข้าวแล้วไปร้านคาราโอเกะ หนูเลยบอกว่า เออ! ถ้างั้นก็ไปเถอะ แต่อย่ากลับดึกนะ อย่ากินเหล้าเมามากวันนั้นหนูไปทำงาน แต่อยากรู้ว่าเขาไปกับใครจริงหรือเปล่า หนูเลยออกมาตอนเที่ยงคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเบรกกินข้าว หนูขี่มอไซค์เพื่อนไปร้านคาราโอเกะ ที่อยู่ในสมุทรปราการนั่นแหละ หนูแอบซุ่มดูสักพักหนึ่ง ก็เห็นแฟนกับผู้หญิงที่อยู่แผนกเดียวกันเป็นรุ่นน้อง อายุ 23 ปี  ออกมาจากห้องคาราโอเกะกันสองคน


หนูแอบดูสักพัก เห็นว่าคนอื่นที่ไปด้วยกัน เขานั่งอยู่ข้างนอกตรงส่วนที่เป็นร้านอาหาร พอแฟนหนูออกมา เขามานั่งข้างกันแล้วก็กอดไหล่กัน หนูใจเต้นมากเลยตอนนั้น คิดว่า 'ทำไมวะ ทำไมต้องกอดคอกันด้วยทั้งๆที่อยู่แผนกเดียวกันอย่างนี้นะ เป็นเพื่อนกันทำงานด้วยกัน ทำไมต้องทำอย่างนี้' หนูเลยเดินเข้าไป แฟนมองเห็นเลยรีบเดินมาหากลัวจะมีเรื่อง เราไม่พูดอะไร ก็โมโห แต่เราต้องระงับไว้ แฟนบอกว่า จะกลับพอดีเราเลยกลับกัน พอไปถึงห้องหนูจะถาม แต่เขาเมา หนูเลยรอให้ถึงเช้า พอเช้าหนูจึงถามเขาว่า ทำไมต้องกอดคอกันด้วย ทำไมต้องทำอย่างนี้ ชอบเขาเหรอตอนที่ถามอารมณ์ก็เย็นๆลงแล้วแหละ เขาบอกว่า คิดอะไรมากมาย น้องที่ทำงาน ก็แค่กอดคอเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรนี่ อย่าไปคิดมากๆหนูก็เชื่อเขา ไม่คิดมาก"


ความเชื่อใจทำให้แอนคลายความกังวล และก็พยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านคาราโอเกะนั้น จนกระทั่งต่อมาแอนได้เจอร่องรอยหนึ่งที่เหมือนจะสามารถเป็นคำตอบได้


"ต่อมาหนูเจอถุงยางอนามัยซ่อนอยู่ใต้รถมอเตอร์ไซค์ จึงถามแฟน เขาก็ปัดว่าเป็นของเพื่อน เอามาฝากไว้ เพื่อนจะไปนอนกับผู้หญิงคนนั้นคนนี้ หนูฟังแล้วก็ไม่ว่าอะไร ก็เชื่อเขา และหลังจากนั้นหนูตั้งท้องเพราะว่าลืมกินยาคุมหนึ่งเม็ด ก็ไม่เชิงลืมหรอก แต่ยาคุมเม็ดนั้นตอนแกะออกจากแผงมันหล่นแล้วเราหาไม่เจอ ตอนแรกหนูก็ไม่รู้ว่าตัวเองท้อง ก็ยังกินเหล้าไปเที่ยวผับเที่ยวเทค เขาไม่กลับห้อง เราเลยเที่ยว กลับมาตีหนึ่งตีสองเขาก็ยังไม่ยอมกลับ พอประจำเดือนไม่มาซักที หนูเลยไปตรวจ จึงรู้ว่าท้อง หนูบอกแฟนว่า 'หนูท้องนะ' แฟนมันก็เหมือนดีใจ แต่มันก็เหมือนเครียดหนัก เพราะแฟนเป็นคนชอบเรื่องอย่างว่า ถึงแม้หนูจะเป็นช่วงมีประจำเดือนเขาก็นอนด้วย ต้องมีเรื่องพวกนี้ทุกวันจนหนูเองก็เหนื่อย บางครั้งทำงานกลับมาเหนื่อยๆ เราเองไม่มีอารมณ์แต่แฟนต้องการ เราก็ต้องยอม


ตอนหนูท้องได้ห้าเดือน แฟนไม่ค่อยกลับห้อง บางทีก็ข้ามวันข้ามคืนกว่าจะกลับมา วันหนึ่งหนูจึงขับรถมอไซด์ออกไป ตั้งใจจะไปขับไปตกหลุมให้ตัวเองแท้งให้เด็กออก รถหนูเป็นรุ่นแอลเอส แบบที่มีถังน้ำมัน ตอนนั้นคิดว่า กูไม่เอาแล้วลูกคนนี้จะเอาไว้ทำไม พ่อมันก็อย่างนี้ไปเที่ยวไปกินเหล้ากลับดึกกลับดื่นตีหนึ่งตีสองบางทีก็เช้าหนูเล็งหลุมนี้ไว้ตั้งแต่ตอนนั่งรถรับ-ส่งของบริษัท พอขี่มอไซค์ไปใกล้หลุ่มก็เร่งเครื่องอย่างเร็วจนตกหลุม ท้องชนกับถังน้ำมัน ปวดท้อง แน่นขึ้นมา หนูเอาเท้าถีบมอไซค์ออก แล้วคลานไปอยู่ข้างทาง หนูพูดกับตัวเองว่า ทำไมวะทำไมมึงไม่ออกวะ? เอากำปั้นทุบๆท้องตัวเองตอนนั้นฝนตกปรอยๆ ถามตัวเองในใจว่า ทำไงวะ?” จึงนั่งพักอยู่ตรงนั้นนานเหมือนกัน ประมาณสองชั่วโมงได้ นั่งให้มันหายปวดหายเจ็บ พออาการปวดท้องดีขึ้นหนูก็เอารถมอไซค์ขึ้น ตอนนั้นมันประมาณตีหนึ่งกว่าๆ มันไม่มีคนพลุกพล่าน ตรงแถวๆบางบ่อ แถวสมุทรปราการ ถนนสายนี้เป็นสายบายพาสที่รถไม่ค่อยผ่าน หนูขับมอไซค์กลับมาที่ห้องแฟนก็ยังไม่มาสักทีจนเช้าหนูก็ไปทำงานตามปกติถึงแม้จะนอนดึกก็ตาม"


เมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณแปดเดือน แอนตั้งใจจะกลับไปคลอดที่บ้านต่างจังหวัด เนื่องจากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย โดยสามีเดินทางไปส่งด้วยตัวเอง

"ตอนแรกไปอยู่บ้านแม่หนู แต่แฟนเห็นว่าไม่มีคนดูแล เพราะที่บ้านมีแม่คนเดียว แกก็ไม่ค่อยสบาย เป็นโรคประสาทอ่อนๆ แฟนเลยให้ไปอยู่บ้านพ่อกับแม่เขา ไปอยู่บ้านแฟนแค่สองวันน้ำเดินออก เลยไปคลอดในอำเภอนั่นแหละ ไม่ได้คลอดในเมือง ตอนคลอดแฟนไม่มาดูเลยนะ หนูโทรไปบอกแฟนว่า 'คลอดแล้วนะเป็นผู้ชาย' เขาก็ไม่มาดู เขาไม่ได้ลามาเยี่ยมเลย หนูโทรถามเขาว่า 'ทำงานเหรอ ทำโอไหม' ทั้งๆที่ตอนนั้นเรากลั้นน้ำตากลั้นความรู้สึกทุกๆอย่าง เสียใจที่เราอยู่บ้าน แต่ทำไมเขาไม่มาดูเรา พ่อแม่เขาก็ดีมากเลย หาของกินมาให้ ส่วนแม่หนูก็ไปดูบ้าง เพราะหมู่บ้านหนูกับหมู่บ้านแฟนอยู่ห่างกันแค่สองกิโลเมตร ตอนแรกหนูกะว่าจะลาให้ครบสามเดือน แต่คิดไปคิดมา หนูก็เปลี่ยนใจว่า ไปดูดีกว่าว่าอะไร ทำให้เขาไม่มาดูเราโทรไปเขาก็บอกว่าทำงาน ทำโอตลอด เราก็คิดว่า ทำไมทำโอทุกวันเลย


ตอนแรกหนูลาคลอดไว้สามเดือน แต่หนูกลับไปทำงานเร็วขึ้นสิบห้าวัน แผลตัวเองก็ยังไม่หายดี ลูกก็ห่วง แต่ก็ต้องฝากแม่แฟนไว้บอกเขาว่า หนูต้องไปทำงานแล้วนะจากนั้นหนูก็มาหาแฟนซึ่งตอนนั้นยังกลางวันอยู่เขายังไม่เลิกงาน หนูเปิดกุญแจเปิดไฟเสร็จ  ก็เห็นห้องมันรกมาก ที่นอนเลอะไปหมด เลอะประจำเดือน เลอะน้ำอสุจิ ซึ่งเราดูออก รกขวดเหล้า เหม็นกลิ่นบุหรี่ จากนั้นหนูโทรไปหาเขาว่าอยู่ไหน เขาก็บอกว่า ทำงานอยู่หนูไม่ได้บอกว่าหนูกลับมาแล้ว พอตอนเย็นประมาณห้าโมง หนูโทรไปอีก เขาก็บอกว่าทำโอ หนูเลยนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปดูว่าเขาทำโอจริงไหม พอไปถึงรปภ.บอกว่าตอกบัตรออกไปแล้วตั้งแต่ห้าโมงครึ่ง หนูก็กลับมาที่ห้องทำความสะอาดห้อง เอาที่นอน ลากไปทิ้งหมดเลยแล้วหนูก็ซื้อที่นอนใหม่มาปู ประมาณตีสองกว่าเขากลับมา หนูก็ยังไม่ถามเขาเพราะว่าหนูรู้นิสัยเขาอยู่ว่าถ้าเราไปถามตอนเมา มันจะเตะมันจะต่อยมันจะตีเรา หนูจึงรอให้ถึงเช้าก็ถามว่า ทำไมห้องมันเลอะแฟนก็บอกว่า เพื่อนเมาเลอะ เพื่อนเอาผู้หญิงมานอนหนูก็ไม่ว่าอะไร หลังจากวันนั้นแฟนก็กลับมาบ้านตรงเวลา บางทีทำโอ แต่ก็กลับตรงเวลา ไม่กลับดึกกลับดื่น"


แอนพยายามจะถามถึงเหตุผลที่สามีไม่ยอมกลับไปดูลูก แต่ก็ได้รับคำตอบว่า เขาเครียดจากงาน แอนเหมือนจะเชื่อ กระทั่งเสียงลือเสียงเล่าจากเพื่อนฝูงในโรงงานว่าสามีของเธอมีผู้หญิงคนใหม่


"พอหนูกลับไปทำงานสักพัก เรื่องมันก็หนาหูขึ้นเรื่องแฟนมีผู้หญิงอื่น แต่หนูก็จับไม่ได้ จนวันหนึ่งแฟนไปเที่ยวร้านอาหารหนูแอบไปดู ก็เห็นแฟนนั่งกอดเด็กร้านอาหาร เด็กดริ้งค์อยู่ แต่ตอนนั้นคิดถึงครอบครัว ลูกก็มีแล้ว เราจะไปโวยวายต่อหน้าเขาไม่ได้ แล้วอีกอย่างแฟนหนูเป็นคนที่กินเหล้าเมาแล้วมันจะทุบ มันจะตีมันจะไม่ให้เกียรติเรา แต่ว่าเวลามันไม่เมาจะเป็นคนคุยดีพูดดี


สังเกตมาระยะหนึ่ง หนูจึงมานั่งคุยกับแฟนว่า ถ้าไม่เลิกทำตัวแบบนี้เราจะเป็นครอบครัวได้อย่างไร ที่ผ่านมาจะให้อภัยทุกอย่างทั้งหมด  หนูคุยกับเขาเรื่องเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถ เขาก็พยายามปรับตัวเองขึ้น ไม่เที่ยว กลับมาตรงเวลา หนูเลยตัดสินใจไปกู้ธนาคาร ทำเรื่องซื้อบ้านที่สมุทรปราการ แล้วก็ซื้อรถเก๋ง หนูคุยกับแฟนว่า ทำงานเสร็จก็ขอให้กลับบ้านตรงเวลา ทำโอแล้วก็กลับ อย่าทิ้งเราไว้คนเดียว บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเราเครียด เราอยากมีครอบครัวอบอุ่น ไม่อยากเป็นอย่างแม่ พ่อทิ้งไป แล้วต้องมาอยู่คนเดียว และขอแฟนว่า อย่าเอาผู้หญิงมานอนในห้อง อย่ามานอนในบ้านที่ซื้อแล้ว หนูขอแค่อย่างเดียว แต่ถ้าแฟนจะไปเที่ยวไหนอะไรยังไง ขอให้เอาถุงยางอนามัยไปด้วย หนูซื้อถุงยางอนามัยเป็นร้อยเอาใส่ในลิ้นชักเลย คือถ้ามีอะไรก็ได้ แต่อย่าให้ผู้หญิงมาผูกมัด อย่ามาผูกพัน"


แอนพยายามเป็นผู้ใหญ่และเข้มแข็งขึ้น เพราะอยากสร้างครอบครัวที่มั่นคง แต่สามีก็ยังสนุกที่จะเที่ยวเตร่และกลับบ้านดึกดื่นเช่นเคย


"ลูกหนูอายุได้ประมาณห้าขวบ เพื่อนหนูชวนไปดูหมอที่ชลบุรี ปกติหนูเป็นคนไม่เชื่อหมอดู แต่หนูก็ไปกับเพื่อน หมอดูเขาทักหนูว่า 'แฟนเรามีผู้หญิงนะ ยังไงก็ต้องเลิกกัน' หนูพูดขึ้นว่า 'ใช่เขามีผู้หญิง แต่ว่าเขาก็คงไม่ได้คิดจริงจัง เขาอาจจะเป็นกิ๊กกันแค่เล่นๆ' แต่หมอดูเขาทักมาบอกว่า 'มันใช่แค่เล่นๆ ผู้หญิงคนนี้เขาจะเอาจริงๆจังๆ' หมอดูบอกให้หนูไปจุดธูป 16 ดอก อธิษฐาน แล้วไปปักไว้ข้างหน้าบ้านพ้นชายคาบ้าน หนูทำตามที่หมูดูแนะ อธิษฐานขอให้เจอ วันนั้นจำได้เลยคือ วันที่ 16 พฤศจิกายน ปี 2552 เป็นวันที่หนูต้องเข้ากะดึก พอหนูไปทำงานซักพักประมาณสี่ทุ่มกว่า อยู่ๆหนูก็ปวดหัว ตามัวหมด หน้ามืด อยากกลับบ้าน หนูเลยขอลางานกับหัวหน้าแล้วให้เพื่อนไปส่งที่บ้าน หนูขอลางานทั้งๆที่ใจไม่อยากลาเลย เสียดายเบี้ยขยัน ตอนเพื่อนมาส่งที่บ้านหนูบอกเพื่อนไม่ให้เสียงดัง เพราะแฟนนอนอยู่ หนูค่อยๆเปิดรั้วดึงรั้วเบาๆ เข้านั่งพักในบ้านสักพักหนึ่ง หนูก็เดินขึ้นไปข้างบน ลูกบิดประตูไม่ได้ล็อค ซึ่งโดยปกติ แฟนเป็นคนไม่ล็อคกลอนประตู หนูเปิดประตูเข้าไป หนูก็เห็นเงาคนสองคนตะครุ่มๆ. พอหนูเปิดไฟเท่านั้นแหละ เต็มๆเลยแฟนหนูนอนอยู่ที่นอนกับผู้หญิง ซึ่งคนนี้เป็นคนที่แฟนคบมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เพื่อนเล่าให้ฟัง หนูเข่าอ่อนเลย หนูค่อยๆนั่งลงคือฟุบ หนูพูดไม่ออก แฟนรีบลุกขึ้นมาหา หนูคลานขึ้นนั่งโซฟาในห้อง หนูก้มหน้าพอน้ำตามันจะไหลหนูก็เงยหน้าพยายามข่มตัวเอง


แฟนหนูเดินมาหาแล้วพูดว่า พี่รักแอนนะหนูเลยว่า นี่เหรอคนรักกัน เคยบอกแล้วใช่ไหมหนูก็พูดแค่นี้ แล้วหนูโทรหาพ่อแม่เขา บอกเขาเรื่องนี้แต่เขาก็ไม่ได้ว่าลูกเขาผิด เขาว่าโตแล้วมีลูกแล้ว ให้คุยกันเอง แล้วหนูก็โทรหาแม่หนู แม่ก็บอกให้คุยกันเอง แม่พูดแค่นี้ เพราะแม่เป็นคนไม่ค่อยพูด หนูเลยตัดสินใจเองเลย หนูเอาเสื้อผ้าหนูที่มีทั้งหมดที่อยู่ในตู้หนูเอาไปทิ้งหมดเลย เครื่องสำอางอะไรทิ้งหมดเลย หนูเคยพูดกับเพื่อนไว้ว่า 'ถ้าผัวมึงมีชู้มีกิ๊ก ถ้ามึงเจอผู้หญิงคนนั้นมึงตบเลยตีเลย!' พอมาเจอกับตัวเอง ณ วันนั้น หนูพูดไม่ออก หนูมีเงินติดตัวมา 1,500 บาท พับเสื้อผ้ามา 6 ชุด เอาเอกสารต่างๆของตัวเองใส่กระเป๋าออกมา แฟนหนูนั่งร้องไห้ เขาพูดแต่ว่า รักนะน้ำตาหนูจะไหลหนูก็พูดอะไรไม่ออก ผู้หญิงเขาก็มานั่งข้างๆ แฟนหนู นุ่งผ้าเช็ดตัวของซาตินที่หนูซื้อเป็นชุด หนูยังไม่ได้ใช้เลย หนูแหงนมองหน้าเขา แล้วหนูโทรหาน้องที่เป็นญาติ เป็นลูกพี่ลูกน้องกันที่อยู่ในเครือสหพัฒน์ ให้มารับที่ปั้มน้ำมัน ตอนนั่งรอน้องน้ำตาไม่รู้มาจากไหน ร้องไห้ไม่ยอมหยุด ใครเห็นก็คงนึกว่าเป็นบ้า"


แอนย้ายไปอยู่กับลูกพี่ลูกน้อง แต่ก็ไม่สามารถพาตัวเองไปหางานทำใหม่ได้ เนื่องจากยังเสียใจและตั้งตัวไม่ติด แอนร้องไห้จนนอนไม่หลับ เธอสูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าหนัก จนญาติเห็นท่าไม่ดีก็ค่อยๆ ปลอบใจ พาเธอไปหางานทำ แอนค่อยๆ ดีขึ้น และพยายามจะแข็งแรงให้ได้


"ต่อมาทุกอย่างก็ค่อยๆดีขึ้น เพราะมีเพื่อน ได้คุยกับเพื่อน จากนั้นตัวเองก็เข้มแข็ง เปลี่ยนเบอร์โทร แล้วโทรไปบอกแม่ว่าอย่าบอกเบอร์ใหม่แฟนหนูนะ แฟนก็ไม่โทรตามแต่โทรหาแม่อย่างเดียวคุยกับแม่ถามข่าวหนู หนูทำงานที่ระยองประมาณ 5-6 เดือน หนูก็รู้จักพี่ที่ทำงานในนิคมแถวนั้น ชื่อพี่ตุ๊ก เข้ามาจีบ เราก็รู้ว่าเขามีเมีย ตอนแรกเขาบอกว่ายังไม่มีเมียยังไม่มีลูก หนูเลยถามตรงๆว่า ถ้าจะคบกันจริงๆ ก็บอกตรงๆ ถึงพี่บอกว่ามีลูกมีเมียหนูก็คบได้เราคบกันแต่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน พี่ตุ๊กช่วยเหลือหนูตลอดตั้งแต่ที่หนูย้ายจากห้องน้องชาย พี่ตุ๊กก็มาช่วยย้ายของ พี่ตุ๊กเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่ของเมียเขาเป็นคนที่ชอบเล่นหวยเล่นการพนัน เงินเดือนออกมาแต่ละเดือน พี่ตุ๊กต้องส่งกลับบ้านเมียเพื่อเอาไปไถ่บ้าน ไถ่หนี้ ไถ่สิน ไถ่ที่ ไถ่นา พี่ตุ๊กจึงเครียด พี่ตุ๊กมีเรื่องอะไรก็คุยให้หนูฟัง หนูมีเรื่องอะไรหนูก็คุยให้พี่ตุ๊กฟัง เหมือนปรึกษาหารือกัน เราก็คบกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้คิดแย่งพี่ตุ๊กมาจากแฟน แต่คบเป็นกิ๊กพยายามไม่ให้เมียเขารู้ ต่อมาหนูได้มาทำงานบริษัทเดียวกับพี่ตุ๊ก แต่อยู่คนละโรงงาน เขาให้หนูย้ายห้องไปอยู่ใกล้ๆห้องเขา เพราะเมียของเขาเช็คเลขไมล์รถยนต์ จดค่าน้ำมัน แล้วเขาเริ่มสงสัยว่ารถวิ่งออกนอกเส้นทาง


มีอยู่วันหนึ่ง พี่ตุ๊กพาหนูกับน้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องหนูไปเที่ยวพัทยา เมียพี่ตุ๊กโทรตาม บอกว่า ถ้ากลับมาทุ่มกว่าเลยเวลาแล้วไม่ต้องกลับมาเลยนะ ชักจะเอาใหญ่แล้วเที่ยวใหญ่แล้วเราก็เลยวางแผนกันว่าทำยังไงดีไม่ให้พี่ตุ๊กโดนว่า โดยหลอกเมียพี่ตุ๊กว่าหนูกับน้องชายเป็นแฟนกัน เราวานพี่ตุ๊กไปรับหนูมาที่นี่ เพราะว่าหนูทำงานที่กรุงเทพ หนูโกหกเขาอย่างนั้น วันนั้นก็พากันไปหอเมียเขาเลย น้องชายหนูก็ทำท่าเหมือนว่าเป็นแฟนกัน มันก็กอดคอหนู พอเมียพี่ตุ๊กมา หนูก็ทัก สวัสดีค่ะพี่ทั้งๆที่เมียเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่เรารู้ว่าเขาเป็นเมีย ถามว่าทำใจได้ไหมช่วงนั้นเหมือนจะทำใจไม่ได้หรอกใจเต้น กลัวเขารู้กลัวเขาจับได้เพราะเราผิด แล้วเราทั้งสี่คน มีหนู น้องชายหนู พี่ตุ๊ก และเมียพี่ตุ๊ก ก็ไปเที่ยวหาดกัน พี่ตุ๊กกับน้องหนูเล่นน้ำ ถอดเสื้อเดินลุยไปกลางทะเล พี่ตุ๊กร้องไห้อยู่กลางทะเลว่าหนูทำใจได้ยังไง ส่วนหนูก็ไปนั่งคุยกับเมียเขา เมียเขาเป็นคนซีดๆเป็นคนตัวเล็กสูง145 ซม.คุยไปคุยมาน้ำตาหนูจะไหล ทำไมกูทำผิดอย่างนี้ ทำไมต้องผิดซ้ำซากอะไรขนาดนี้ ทำไมกูต้องมาหลอกเขา?” หนูคิดอย่างนี้ ตอนเช้าพี่ตุ๊กก็รีบมารับหนูแล้วก็ไปคุยกันที่สวนสาธารณะ หนูบอกว่าไม่อยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นแล้วเมียพี่จับได้ เพราะครอบครัวพี่มีลูก หนูก็เคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้ว แต่แกบอกว่าแกรักหนูเพราะว่านิสัยคล้ายๆกับแฟร์ๆ มีอะไรก็แฟร์ๆไม่เคยว่า พี่จะกินเหล้าจะไปอะไรก็ได้ เราจึงยังคงติดต่อกันเรื่อยๆ ตอนที่คบกันนั้น หนูช่วยเหลือพี่ตุ๊กเรื่องเงินเพราะเงินเดือนแกไม่พอใช้ ค่างวดรถ ค่าบัตรเครดิต หนูมีเงินเก็บ 50,000 บาท เอามาช่วยแกจนหมด"


แม้จะรู้สึกผิด แต่แอนก็ยังเลือกที่จะเล่นกับไฟต่อไป ถ้าไม่ใช่เพราะความเหงาก็คงเพราะเธอหวังอยากมีใครสักคนเข้าใจในตัวเธอ


"มีอยู่วันหนึ่งที่เมียแกโมโหมากคือเป็นวันสิ้นเดือน เมียพี่ตุ๊กจะจ่ายค่าห้องแต่พี่ตุ๊กไม่กลับห้อง แต่มาอยู่กับหนู เมียพี่       ตุ๊กพูดประชดว่า ถ้าไม่กลับมาจะขนของไปอยู่กับเพื่อนแล้วนะ ไม่ต้องกลับมา พี่ตุ๊กก็เลยโมโหบอกเมียว่า จะไปก็ไป จะเลิกก็เลิกแล้วเมียแกก็ขนของไปอยู่กับเพื่อนจริงๆ ซึ่งเดือนนั้นพี่ตุ๊กไม่มีเงินจ่ายค่างวดรถ ค่าห้อง ค่าบัตรเครดิตแล้ว หนูเลยแนะนำให้พี่ตุ๊กเอาทีวี ตู้เย็น ของใช้ต่างๆไปขายเพื่อมาจ่าย จากนั้นก็ให้พี่ตุ๊กย้ายมาอยู่กับหนู


หนูกับพี่ตุ๊กอยู่ด้วยกันประมาณ 4 เดือน เมียแกก็ระแคะระคายว่าพี่ตุ๊กอยู่กับหนู อาจเป็นเพราะเพื่อนพี่ตุ๊กที่มากินเหล้าที่ห้องเอาไปพูด เมียพี่ตุ๊กจึงมาหาที่ห้อง วันนั้นพี่ตุ๊กทำโอกว่าจะกลับถึงห้องก็ประมาณสองทุ่มกว่า หนูก็จัดกับข้าวมาตั้งโต๊ะกินกับแก สักพักมีคนมาเคาะห้อง พี่ตุ๊กเดินไปเปิด แล้วแกก็เดินไปที่ระเบียง คือเมียพี่ตุ๊กมากับเพื่อนอีกสองคน พอเข้ามาในห้องเมียแกก็พูดเลย อีนี้เหรอ ทำไมไม่ไปแสดงละครกัน ทำไมไม่ไปแสดงหนังเลยหนูก็นั่งเฉยเพราะหนูผิด แล้วหนูก็ไปเปิดทีวี เมียพี่ตุ๊กก็โมโหเดินไปคว่ำโต๊ะญี่ปุ่นที่วางกับข้าวและขวดเบียร์ เสียงดังเพร้ง! ไม่มีเหลือ คว่ำหมด หนูก็นั่งพับเพียบไม่พูดอะไร หนูจะเปิดทีวีอีก เขาก็ปิด เขาถามหนูว่า มึงจะเอายังไงอีหน้าด้าน มึงแย่งผัวชาวบ้านเขาแล้วมึงยังจะมาทำหน้าตาอย่างนี้อีก มึงเป็นนางเอกเหรอ ทำไมมึงเงียบทำไมมึงไม่พูดอะไรเลยสักคำ


หนูก็ไม่พูดอะไร สักพักพี่ตุ๊กก็เดินเข้ามาพูดว่า พอๆ เบาๆ เงียบๆพูดจบพี่ตุ๊กก็มองหน้าหนู แกคงอายห้องข้างๆ หนูเลยเดินไปนอกห้องตั้งใจจะไปดูดบุหรี่ เพื่อนของเมียพี่ตุ๊กที่มาด้วยอีกคนขวางประตูกันไว้ ถามหนูว่า จะไปไหนหนูเลยตอบ ไปดูดบุหรี่หนูก็เห็นเพื่อนเขาอีกคนนั่งอยู่ที่รถมอเตอร์ไซด์ชั้นล่างของหอ (หนูอยู่ชั้นสอง) พอดูบุหรี่เสร็จหนูก็เข้าไปในห้อง เมียพี่ตุ๊กก็ด่าหนูอีก ด่าๆ เหมือนเขาเก็บกด เราก็เข้าใจนะความรู้สึกของคนที่เคยเจอ แต่ทำไมเวลาเราเจอครั้งแรกเราไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมเรานิ่งทำไมเราเงียบ ทำไมเราต้องแสดงความกล้าแสดงความเก่งให้เขาเห็นว่าเราไม่เป็นอะไร ทั้งๆที่พอออกมาน้ำตาไหลก็ไหลเลย แต่ทำไมคนนี้สามารถที่จะด่าได้ หนูก็เงียบ ไม่ใช่ว่าตัวเองว่าเป็นนางเอกหรอก ตอนนั้น เราผิดเราก็เลยพูดไม่ออก เจอสถานการณ์อย่างนั้นก็คือไม่พูดไม่อะไรเลย"


บางทีที่แอนพูดอะไรไม่ออกก็คงเพราะภาพเหตุการณ์ในวันเก่าๆ ที่เธอเคยเจอมันหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้วันนี้จะยืนอยู่คนละตำแหน่ง แต่แอนก็คงเข้าใจหัวใจของอีกฝ่ายดี


"พี่ตุ๊กพูดขึ้นว่า 'เดี๋ยวพี่เอาเสื้อผ้าแล้วก็ไปอยู่กับน้องชายก่อนนะ' หนูก็บอกว่า 'ไปเถอะ' เมียแกก็ตามไป จากนั้นมาหนูกับพี่ตุ๊กเริ่มจะห่างๆกัน เพราะเขาก็คุยกับเมีย แต่จะอยู่ด้วยกันก็ยังไม่ได้เพราะเมียแกไปอยู่หอกับเพื่อน ส่วนแกก็อยู่กับน้องชายแก เวลาเมียแกมาหาก็ไม่ได้นอนด้วยกัน ไม่ได้มีอะไรกัน พอสามเดือนผ่านไปพี่ตุ๊กก็ย้ายมาอยู่กับหนูอีก ช่วงที่ห่างกันนั้นหนูก็เริ่มมีกิ๊ก สักคิ้ว สักหลัง อะไรที่ไม่เคยทำก็ทำ กินเหล้าสำมะเลเทเมา มีกิ๊กเป็น อบต. อายุประมาณ 50 ปี หนูเดือดร้อนเรื่องเงิน เขาก็ให้หนูใช้


ตอนพี่ตุ๊กกลับมาหาหนูแกก็ขอว่า 'พี่จะมาอยู่กับแอนนะ พี่จะตัดทางโน้น แต่ว่าพ่อแม่พี่เป็นโรคหัวใจ แล้วอีกอย่างหนึ่งลูกก็อยู่กับพ่อแม่พี่ พี่ขอเคลียร์ตัวเอง' หนูก็ใจอ่อนเลิกกับกิ๊กที่เป็นอบต. มาคบกับพี่ตุ๊กอีก ไม่กี่เดือนต่อมาพี่ตุ๊กเขาก็กลับไปคุยกับเมียอีก วันนั้นหนูไปเที่ยวของบริษัทชวนพี่ตุ๊กไปด้วยแกก็ไม่ยอมไป พอหนูกลับไปวันนั้นตอนเย็นประมาณสองทุ่มครึ่ง ขึ้นห้องไปหนูก็โทรถามเขาว่าอยู่ไหน เขาก็เดินมากับเพื่อนเขา ขึ้นมาเคาะประตูห้อง พอหนูเปิด พี่ตุ๊กขว้างกุญแจห้องให้หนู เอาไปเลยกุญแจห้องเหมือนคนอยากจะไปแล้ว ประมาณว่าวันนั้นหนูไม่มีตัง หนูเหลือตังติดตัวแค่ 200 บาท หนูถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องมาเจ็บอย่างนี้อีก เจ็บซ้ำๆซากๆ ทั้งๆที่ทุกอย่างที่ช่วยมา ทำมาตลอดก็ไม่ระลึกถึงบุญคุณมันคงเป็นเวรเป็นกรรมที่เราเคยเอาของเขามา เราก็ต้องจ่ายให้เขาไปพี่ตุ๊กขนเสื้อผ้ากับเพื่อนผู้ชายสองคน พอพี่ตุ๊กไปหนูก็ตัดสินใจย้ายหอ"


ความไม่สมหวังครั้งแล้วครั้งเล่าเริ่มหลอมแอนให้เป็นคนใหม่มากขึ้น คนใหม่ในแบบที่เธอคนเก่าในอดีตมาพบเข้า ก็อาจต้องแปลกใจ

"ต่อมาหนูเจอวิศวกรที่มาทำงานรับเหมาให้บริษัทที่ทำอยู่เลยคบกับเขาจนมีอะไรกัน ส่วนพี่ตุ๊กเองก็พยายามโทรหาหนู แต่หนูไม่รับสาย จนเขาสืบรู้ว่าหนูพักอยู่ที่ไหน เขากินเบียร์จนเมาแล้วเขาขวดเบียร์มาปาใส่ประตูห้องหนู จนเจ้าของหอโทรมาบอก หนูเลยย้ายหออีกรอบ กระทั่งน้ำท่วมที่บ้านหนู ตอนนั้นหนูเป็นห่วงแม่มาก หนูจึงขอรับบริจาคเงิน สิ่งของกับเพื่อนๆที่บริษัท กำลังคิดว่าจะเอาของที่ได้จากการบริจาคกลับบ้านยังไงดี พี่ตุ๊กก็โทรมาพอดี หนูเลยรับสายแล้วขอให้พี่ตุ๊กพาไปหาแม่ เราเอาของไปบริจาคน้ำท่วมด้วยกัน พี่ตุ๊กก็ได้เจอแม่ ญาติผู้ใหญ่ ลุงป้า เขาก็ไม่ว่า เขาก็บอกว่า 'ฝากดูแลน้องด้วย' พี่ตุ๊กรับปากว่า เขาจะทำตัวใหม่แล้ว เขาไม่ได้ไปอยู่กับเมียแล้ว เขาจะหย่ากัน คือเมียเขาก็มีผู้ชายคนที่เป็นแฟนเก่าของเขาพร้อมที่จะแต่งงานด้วย ผู้ชายคนนั้นเขาก็เลิกกับเมียเขาแล้วก็จะมาแต่งกับเมียพี่ตุ๊ก หนูก็ตกลงแต่จะไม่ทุ่มเทให้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ที่ผ่านมาหนูให้มาตลอด คราวนี้พี่ตุ๊กต้องให้หนู ต้องยอมให้หนูทุกอย่าง อยากกินอะไรก็ซื้อมา จะไม่ทำกับข้าวรอเหมือนเมื่อก่อน ตั้งแต่วันนั้นมาก็เริ่มมาคบกันอีก หนูก็เลิกกับคนอื่นๆ


หนูมาคิดๆ ดูเรื่องที่ผ่านมา คงเป็นบาปกรรมที่หนูทำกับพ่อด้วย ตอนอายุ 15 ปี พ่อหนูมีเมียใหม่ เขาทิ้งแม่หนูไป แม่หนูคิดมาก จนกลายเป็นโรคประสาท วันที่พ่อหนูมาย้ายทะเบียนบ้านไป หนูก็เริ่มเกเร ดูดบุหรี่ ดูดยาบ้า ดูดกัญชา เอาทุกอย่าง พ่อมาหาที่โรงเรียน หนูว่าให้พ่อด้วยนะ มึงไม่ใช่พ่อกู มึงปล่อยให้กูอยู่กับแม่กูได้ไงสองคน มึงไม่เคยคิดถึงกูเลยเหรอพ่อหนูร้องไห้ หนูบาปมากเลย หนูคิดได้ตอนที่หนูมีลูกแล้ว คิดถึงพ่อ อยากไปขอโทษ หนูไม่เจอพ่อมานานแล้ว หนูอยากไปขอโทษ อยากเห็นว่าพ่อสบายดีไหม อยากไปไหว้พ่ออยากไปกอด ตอนที่พ่อยังไม่ตาย ตอนนี้พ่อยังมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีพ่อเราก็ไม่ได้เกิดมา สมัยอยู่ม. 3 หนูคิดไม่ได้ แล้วตอนนี้ชีวิตครอบครัวตัวเองก็มาพัง"

เรียนรู้จากเรื่องของแอน 

ความเจ็บช้ำน้ำใจเพราะแฟนมีกิ๊กในอดีต น่าจะเป็นบทเรียนที่ทำให้แอนระวังในการใช้ชีวิต และไม่เดินบนเส้นทางที่ตนเองเคยโกรธเกลียดนั้น แต่แอนกลับเลือกที่เป็นกิ๊กซะเองหลายครั้งหลายครา

คงมีแต่แอนเท่านั้นที่ตอบได้ว่า ทำไมเธอจึงเลือกที่จะเป็นเช่นนั้น ดูเหมือนชีวิตของแอนจะวนอยู่ในอ่างใบเดิม วนไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหากิ๊ก สลับมาเล่นบทบาทเองบ้าง และแอนเองก็ยังไม่พบความสุขแบบที่แอนเคยฝันใฝ่ “ครอบครัวที่สมบูรณ์” ยิ่งนานวันแอนยิ่งห่างไกลจากเส้นทางที่วาดไว้ จนเหมือนกับแอนได้ละจากมันไป เมื่อไหร่ก็ตามที่แอนได้สติ

หวังว่าเธอจะกลับไปตามหาความฝันของตนเอง บนเส้นทางที่ถูกต้อง และเมื่อเธอระลึกได้อย่างแท้จริงว่า เธอต้องออกจากตามหาสามีเวลาพักเบรก เธอต้องการจะทำแท้ง เธอต้องออกจากงานที่มั่นคง ต้องย้ายที่อยู่ เพราะอะไร? เธอคงจะเลิกเป็นคนแบบนั้น

 “หากไม่มีใครสักคนเคียงข้าง เราควรเรียนรู้ที่อยู่คนเดียว ดีกว่าการมีชีวิตที่ผิดศีลธรรมไปเรื่อยๆ เพราะเราจะไม่มีวันมีความสุขกับชีวิตแบบนั้น”
Read More »