หน้าเว็บ

Blogger Widgets
วรณัน พินิจดี


Secret Lover ตอนที่ 10

 
วรณัน พินิจดี

ไก่

เธอเครียดเรื่องสามีจนต้องไปพบจิตแพทย์


ไก่ (นามสมมุติ) มีเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ชวนหดหู่ใจ เธอเครียดมากเรื่องสามีแอบไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นจนกระทั่งเธอคิดมากและเสียสติ ไก่ต้องไปพบจิตแพทย์ ต้องกินยาเพื่อให้หลับ และเคยคิดกระทั่งจะประชดชีวิตด้วยการไปขายตัวอยู่ภูเก็ต หรือหาสามีฝรั่งรวยๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไป หัวใจของไก่เปราะบาง เธอหลั่งน้ำตาเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

 
"หนูแต่งงานกับแฟนมาประมาณ 6 ปี มีลูกด้วยกันหนึ่งคน เป็นลูกสาว เรื่องที่แฟนมีกิ๊กเกิดขึ้นประมาณ 4 ปี แล้ว ตอนนั้นทำงานอยู่ด้วยกันที่โคราช หนูกับแฟนอยู่กันคนละแผนก ตอนที่เขาเริ่มมีคนอื่น หนูสังเกตเห็นเขาเปลี่ยนไป เวลาอยู่กับหนูเขาจะไม่สดชื่น ไม่มีชีวิตชีวา ไม่อยากไปไหน แต่พอเขาอยู่กับเพื่อนๆ ในกลุ่มในแผนกของเขา เขาจะพูดคุยสนุกสนาน หยอกล้อกัน ทั้งๆ ที่เพิ่งไปทำงานด้วยกันได้ไม่นาน เราดูไปดูมาก็มั่นใจว่าต้องเป็นเพราะผู้หญิงคนนี้แหละ ที่เป็นกิ๊กกับแฟนเรา และมีคนมาบอกหนูว่า ก็ผู้หญิงคนนี้นั่นแหละที่คบหากับแฟนเราอยู่ ทั้งๆที่หนูกับแฟนก็ไปทำงานด้วยกันทุกวัน ผู้หญิงเขาก็เห็นว่าเราเป็นผัวเมียกัน คนที่เล่าให้ฟังบอกว่าผู้หญิงคนนี้เขาเล่นด้วยกับทุกคนที่มาชอบ ระดับหัวหน้างานหรือใครก็ตามที่เขาพอใจ

 
หนูตัดสินใจ ถามแฟนว่าคบกับคนนี้อยู่เหรอ แฟนก็ตอบว่าไม่ใช่ ต่อมาญาติหนูที่ทำงานด้วยกันเขามาเล่าให้ฟังว่า คิดว่าไม่ใช่คนนั้นแต่เป็นอีกคน เราก็เริ่มไปสังเกตดู คนนั้นก็ใช่ คนนี้ก็ใช่ มีอยู่วันหนึ่งหนูจะไปทำโอที แฟนก็ขับรถมาส่ง แต่พอดีหัวหน้าโทรมาบอกว่าไม่ได้ทำโอทีแล้ว ไม่ต้องมา ยกเลิกโอที หนูเลยไปเดินตลาด ก็ปรากฏว่าวันนั้นแหละที่ได้เห็นแฟนไปกับผู้หญิงคนหนึ่ง และพอผู้หญิงเห็นหนูก็ตกใจวิ่งหนีไปเลย ส่วนแฟนหนูก้มหน้าก้มตาไม่รู้จะพูดอะไร เลยเป็นเหตุทำให้หนูไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไป เพราะว่าพฤติกรรมมันไม่สอดคล้องกับคำพูด"


เมื่อสัญชาตญาณบอกไก่ว่าสิ่งที่เธอคิดเป็นความจริง หลังจากนั้นไก่ก็ไม่เคยเชื่อมั่นในสามีของเธออีกเลย และยิ่งไม่ไว้ใจ ความระหองระแหงก็มากขึ้นเรื่อยๆ ตามไป

"จากนั้นมาก็มีปัญหานี้มาตลอด มีเรื่องทีก็คุยกันที แต่มันก็จะมีมาเรื่อยๆ เป็นอย่างนี้มาบ่อยๆ เราทะเลาะกันบ่อยจนหนูเครียด แฟนหนูบอกว่า 'ถ้างี่เง่าเขาจะขอเลิก จะหย่าแล้ว จะไม่เอาแล้ว' หนูเลยพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า นี่เป็นสิ่งที่พี่ไม่ได้คิดอะไรนะ แค่มีปัญหากันแค่นี้กับผู้หญิงที่พี่ไม่คิดอะไร พี่ยังสามารถจะทิ้งลูกทิ้งเมียได้หนูพูดอย่างนี้ไป เขาคิดอยู่สักพักหนึ่ง แล้วเขาก็เงียบไป เงียบไปเฉยๆ เขาว่าให้อารมณ์เย็นๆแล้วก็มาคุยกันใหม่ ไปๆมาๆเรื่องนี้มันก็ไม่จบสักที หนูเลยเป็นโรคเครียด ต้องไปหาหมอ หมอก็ให้ยามากิน มียาตัวหนึ่งที่กินแล้วมันจะทำให้นอนหลับ หนูคุยเรื่องนี้กับแฟนไม่ลงตัว ไม่จบซักที หนูเลยกินยาเกินขนาดจนต้องไปล้างท้อง เลยได้ไปพบคุณหมอแผนกจิตเวช เขาก็แนะนำว่า เราจะรักใครถึงแม้ว่าแต่งงานกัน ให้แบ่งใจหน่อยอย่าทุ่มเทให้เขาเยอะ ว่าถ้าเกิดเราเป็นอะไรไปลูกเราก็ยังเล็ก


ไก่เหมือนได้รับการเยียวยา จากทั้งทางการแพทย์และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ที่เหมือนน่าจะช่วยให้จิตใจแข็งแกร่งขึ้นมาได้ แต่ความจริงเธอเปราะบาง


"หนูก็ทำใจ ตั้งสติ และให้โอกาสเขา แต่หนูกลับไปทำงานที่เดิมไม่ได้ หนูเลยออกไปทำงานที่ใหม่ แทนที่จะดีกลับเป็นว่าเรื่องมันก็หนักกว่าเดิม หนูเลยกลับไปหาลูกระยะหนึ่ง วันที่หนูกลับมาหาเขา หนูโทรบอกให้เขาไปรับ เขาก็บอกว่าเข้าห้องน้ำอยู่ โทรมาหลายครั้งเขาก็ไม่ยอมรับสักที แล้วก็บอกว่าเข้าห้องน้ำ พอกลับมาถึงห้อง หนูมาดูที่นอนมันก็ขยุกขยิก มีกลิ่นอะไรมันคลุ้ง หนูให้เขาถอดกางเกงออกให้ดู ปรากฏว่ามีทิชชูติดอยู่ที่ 'ของๆ' เขา หนูถามเขาว่า เอาใครมานอน!เขาก็บอกว่า เขาช่วยเหลือตัวเอง หนูเลยถามกลับ ช่วยเหลือตัวเองจนที่นอนมันเป็นแบบนี้เลยเหรอ  เรื่องนี้ก็จบไป เพราะเราจับคาหนังคาเขาไม่ได้ แต่หลังจากนั้นหนูก็เริ่มสังเกต หนูสังเกตดูว่าภายในห้องว่ามันมีอะไรเพิ่มขึ้นมาไหม ปรากฏว่ามันก็มีเส้นผมที่ทำสี ซึ่งตอนนั้นผมเราไม่ได้ทำสี ไม่ดัด แล้วหวีที่ใช้มันไม่ใช่หวีของเรา


ผ่านไปสักพักหนึ่ง หนูต้องเข้ากะกลางคืน เราทำงานไม่ตรงกันกับแฟน วันหนึ่งหนูกลับมาก่อน แต่ก่อนกลับหนูไปซื้อของเห็นเพื่อนของแฟน เลยถามเขาว่า 'แฟนหนูกลับมายัง' เพื่อนแฟนตอบว่าเขาออกมาก่อนแล้ว แต่พอหนูกลับไปที่ห้องไม่เจอแฟนเลย ปรากฏว่าเขาไปอยู่ห้องผู้หญิงที่อยู่แถวห้องหนูนั่นแหละ หนูเดินไปตามถามเขาว่า มาทำไม เลิกงานแล้วทำไมไม่กลับห้องเขาบอกว่ามาตามหาหนู ตอนนั้นถ้าบอกว่าจะสวนทางกันมันก็คงไม่ใช่ เพราะว่าตอนนั้นเรายังไม่ไปซื้อของเลย เหมือนกับว่าเขามา แต่เขายังไม่ได้เข้าห้อง และเขาไปห้องนั้นเลย หนูก็เลยสังเกตเขากับผู้หญิงคนนี้ที่เรารู้จัก ดูสายตา ดูคำพูด ดูการเล่นหยอกเย้ากัน แต่ผู้หญิงรู้ตัวแล้วว่าเรารู้ ก็จะเริ่มห่าง พอเรารู้ว่าเขาเล่นกับคนนี้ เขาก็จะไปเล่นกับคนใหม่อีก จนหนูทนไม่ไหว สุดท้ายก็เลยขอหย่า แล้วกลับไปอยู่บ้านกับลูกได้ประมาณเกือบปี คิดท้อก็เลยกะว่าจะไปทำงานแถวที่เขาไปกันเยอะๆ ไปขายตัว เพราะคิดมาก มันสุดๆแล้ว หาเงินเลี้ยงลูกก็ไม่พอใช้ ตอนนั้นเลยคิดจะไปทำงานที่ภูเก็ต จังหวะนั้นเพื่อนโทรมาหา ชวนหนูมาทำงานที่ระยอง หนูก็ชั่งใจว่าจะเอายังไงดี ไปทำงานที่ภูเก็ต เห็นเขาได้ฝรั่งรวยๆ มันก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิด แล้วเราก็มีลูก ลูกเราโตขึ้นเขาจะรับได้มั้ย ส่วนคนอื่นๆ ถ้ามีเงินก็คงไม่มีใครว่า ไม่มีใครพูดถึงอดีต แต่ถ้าเราไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เงินมาก็คงจะมีคนซ้ำเติม พ่อแม่ก็คงจะอับอาย ก็เลยตัดสินใจมาทำงานโรงงานอีก"

 

การตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่อีกครั้งอาจทำให้ชีวิตไก่ไม่พลาดพลั้ง และครั้งนี้ไก่ก็ทำให้ไก่ได้กลับมาคุยกับอดีตสามีของเธออีกครั้ง

 

"วันนั้นแฟนโทรมาหาพอดี โทรมาถามข่าวว่าเป็นยัง เลยเล่าให้เขาฟังว่าตอนแรกจะไปทำงานที่ภูเก็ต แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจ จะไปทำงานโรงงานกับเพื่อนที่ระยอง เขาก็บอกว่าเขาจะมาด้วย จริงๆ พ่อกับแม่หนูไม่อยากให้คืนดีกันหรอก แต่หนูคิดถึงลูก แม้ความรู้สึกจะไม่ไว้ใจกัน เพราะคนที่เคยเป็นยังไงมันก็ต้องเป็น มันคงเลิกไม่ได้ หนูเคยคิดเปรียบเทียบว่า การที่หนูไปภูเก็ต ไปอยู่คนเดียว ไปสู้คนเดียว กับการที่อยู่กับเขาก็ยังมีคนช่วยทำมาหากิน ส่งเสียลูก อย่างไหนจะดีกว่า สุดท้ายเราสองคนเลยมาทำงานที่ระยองด้วยกันอีกครั้ง

 

ตอนที่มาอยู่ที่นี่ หนูก็ไปเที่ยวกับเพื่อนเราบ้าง ไปเดินตลาดนัด ไปกินข้าว พอเขารู้ว่าเราไปไหนมาไหน เขาก็ไม่พอใจ บางทีเจอแก้วน้ำที่เราซื้อมาจากข้างนอกเขาก็ถามว่า ไปไหนมาเหรอทุกวันนี้ก็อยู่ด้วยกันเรื่อยๆ พยายามไม่คิดมาก ให้คิดในทางบวกว่าเรามีภาระหน้าที่ ถ้าในวันหนึ่งที่เขาทิ้งเราไปอย่างนี้ เราก็ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ดูลูกเรา เพราะฉะนั้นถ้าเกิดคิดอะไรที่ไม่ดีทำให้เรารู้สึกไม่ดีก็ร้องไห้หรือเสียใจไปให้พอ จากนั้นคือทำใจแล้วก็คิดใหม่ เดินหน้าต่อไป คนเราเลือกเกิดไม่ได้หยุดนิ่ง ไม่ได้โดนสต๊าฟ แล้วก็ยุคสมัยมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันก็มีหลายแง่หลายมุมในการใช้ชีวิต อยู่ที่ว่าเราจะใช้ชีวิตของเรายังไง เพราะว่าแต่ละคนยังไงก็ไม่เหมือนกัน

 

ส่วนคำว่า กิ๊กมันก็ไม่แตกต่างจากคำว่าชู้ ถ้าผู้หญิงคบกับผู้ชาย ที่รู้ว่าเขามีเจ้าของแล้วก็คือชู้ ถึงแต่งคำให้ดูดีให้เลิศเลอเพอเฟ็คยังไงถ้าจิตใต้สำนึกไม่ดีไม่ว่าจะใช้คำเพราะแค่ไหนมันก็คือทำไม่ดี ถ้าคนที่ดีแล้วจะไม่ยอมเป็นกิ๊กหรือชู้"


แม้จะเปราะบาง แต่เวลาและประสบการณ์ก็ทำให้ไก่เติบโตขึ้นและแข็งแรงขึ้น

 

เรียนรู้จากเรื่องของไก่

 

การไม่รู้จักปล่อยวาง ทำให้ไก่ทุกระทมจนถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด

แม้ไก่เจ็บช้ำสักเท่าไหร่ สุดท้ายไก่ยังมองเห็นคุณค่าของคนที่อยู่เคียงข้าง อย่างน้อยก็ดีกว่าต่อสู้คนเดียว นั่นคือมุมมองของไก่ การพยายามตามหาความจริง ทำให้ไก่เหนื่อยและล้า เหมือนไล่จับบางสิ่งบางอย่างที่มันคอยวิ่งหนี

หากไก่เรียนรู้ที่จะหยุด บางทีชีวิตไก่อาจมีความสุขมากกว่านี้ กรณีของไก่ นับว่ามีสภาพจิตใจที่เปราะบางอย่างมาก เพราะหลังจากที่ไก่เครียดเรื่องสามารถมีกิ๊ก ไก่เองถึงขั้นไม่สามารถไปทำงานได้จนต้องลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆอยู่ระยะหนึ่ง ยังไม่รวมกับก่อนหน้านี้ที่กินยาเกินขนาด

ก็จริงอย่างที่หมอแนะนำ หากรักต้องเผื่อใจเจ็บ


“เมื่อเรียนรู้ที่จะรักที่สุดได้ ก็ควรเรียนรู้ที่จะหยุดรักให้ได้ อย่าพยายามเอาความรักไปถมตัณหาของคน เพราะมันจะไม่มีวันเต็ม”

 
Read More »

Secret Lover ตอนที่ 9

 
วรณัน พินิจดี
                                                                           หน่อย

เธอตกต่ำขนาดว่ายอมขายตัวเลี้ยงครอบครัว

คุณหน่อย (สมมติ) แม้จะอยู่ในวัยเพียงแค่ 17 ปี แต่ชีวิตของเธอก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน หลังสำเร็จการศึกษาระดับ ปวช.หน่อยถูกคำว่ารักล่อลวงให้ไปอยู่กินกับผู้ชายคนหนึ่งจนตั้งท้องและมีลูก แต่แล้วเขาคนนั้นก็เดินจากเธอไปมีผู้หญิงคนใหม่และสร้างครอบครัวใหม่ หน่อยดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตรอด เธอพบผู้ชายคนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พวกเขาก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจให้หน่อยได้เลย เธอต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูตัวเองกับลูก กระทั่งขายตัว หน่อยก็ยอม

 
"หนูเรียนจบ ปวช. หลังจากจบก็มาทำงานกับน้าที่กรุงเทพ ต่อมาแฟนก็มาชอบ เขาหลอกเราว่าจะพาไปเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรี ช่วงนั้นเป็นวันหยุดหนูก็เลยไปกับเขา แต่พอไปแล้วเขาก็ไม่พากลับ ไม่ให้กลับ พ่อกับแม่หนูก็ตามหา กว่าจะได้กลับมาเจอญาติอีกที หนูก็มีอะไรกับเขาจนตั้งท้อง ที่บ้านก็เลยปล่อยให้เลยตามเลย มารู้ทีหลังว่าเขากับหนูเป็นญาติกัน  เขามาทำงานที่กรุงเทพตั้งแต่เด็กเลยไม่ได้เจอหนู พอมาเจอกันเขามาชอบ ยังไม่ได้รู้จักกันดี เขาก็มาหลอกหนูจนได้เสียมีลูกด้วยกัน"
 

ชีวิตแบบเลยตามเลยของหน่อย ช่วงแรกเป็นชีวิตที่ค่อนข้างสุขสบาย และดูเหมือนว่าจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่น จนกระทั่งเวลาทำให้ทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนไป

 

"แฟนหนูรับเหมาโรงไฟฟ้าทั่วไปของแต่ละจังหวัดที่มีการขึ้นโรงไฟฟ้า เป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อย ไปแทบทุกจังหวัด บางครั้งก็ไปอยู่ที่ภาคใต้เลย ปกติหนูก็จะตามไปทำงานกับแฟนตลอด หนูเป็นคนทำเงินเดือนให้ลูกน้อง มีอยู่พักหนึ่งที่หนูไม่อยากเดินทาง หนูอยากอยู่กับลูก แฟนก็ไม่ว่าอะไรให้อยู่กับลูก แฟนส่งเงินให้หนูเดือนละ 30,000 บาท จนมาพักหลังเขาส่งน้อยลง เหลือ 25,000 บาท 20,000 บาท 15,000 บาท และหลังๆ มาก็คือไม่ส่งเลย หนูโทรไปถามว่า เป็นอะไรทำไมถึงไม่ส่งเขาก็ไม่บอกเราจนผ่านไปหนึ่งปี แม่กับน้าพาไปดูดวงกับพระ พระบอกว่า แฟนมีคนใหม่นะ แต่เขาไม่บอกเรา เขาไม่อยากเลิกกับเราด้วย แล้วทางโน้นเขาก็ไม่อยากเลิก เพราะทางโน้นเขาก็มีตัวเล็กๆอยู่แต่ถามแฟนเขาก็ไม่ยอมบอก ถามมาเป็นปีแล้วก็ไม่ยอมบอก วันนั้นพระบอกว่าถ้าเกิดถามวันนี้แล้วไม่บอกนะ ให้เอาตีนถีบหน้าพระเลย แล้วพอเราถามเขาก็บอกจริงๆว่าเขามีคนใหม่ เขาต้องรับผิดชอบผู้หญิงคนนี้ เราอยู่คนเดียวได้ไหมทางผู้หญิงเขาขอว่า เขาขอได้ไหมผู้ชายคนนี้ หนูเลยบอกว่า 'อยากได้ก็เอาไป'"

 
แม้จะเหมือนคนกล้าได้กล้าเสีย แต่หน่อยก็ยอมรับว่าความรู้สึกตอนนั้นผิดหวังมาก เธอว่ามันเหมือนการโดนอะไรสักอย่างหนึ่งทุบแบบเจ็บๆ แต่ก็ร้องไม่ออก

 
"คือมันเหมือนว่าเราไม่ได้รักเขาตั้งแต่แรกแล้วด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เลยยอมปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ ตอนนั้นมีคนแถวบ้านเขาก็รู้เรื่องหนู ต่อมาเลยมาติดต่อให้ไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี เขาบอกว่าอยากให้ไปเป็นแคชเชียร์ หนูก็คิดว่างานแคชเชียร์ก็แค่เก็บเงิน ทอนเงิน อะไรประมาณนี้ เขาบอกว่ารายได้ดี เราก็มีรายได้เลี้ยงตัวเอง แต่พอมาถึงชลบุรีถึงรู้ว่าเขาให้มาขายตัว หนูคิดว่า เขาคงรู้ว่าหนูเพิ่งถูกแฟนทิ้ง กำลังลำบาก หากชวนมาทำงานก็มีโอกาสที่จะมาทำสูง ครั้งแรกที่มา เขาให้ครั้งหนึ่ง 3,000 บาท ก็ตัดสินใจตั้งแต่หกโมงเย็นจนเกือบสี่ทุ่ม ก็คิดว่าไหนๆก็มาขนาดนี้แล้วต้องทำ ก็เลยลองทำดู หลังจากนั้นแล้วก็ทำมาตลอด"


บางทีอาจเพราะชีวิตไม่มีทางเลือก หรือไม่ก็อาจเพราะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด หน่อยจึงตัดสินใจอยู่กับสิ่งนั้น จนกระทั่งเธอได้พบกับผู้ชายคนใหม่ที่อยากได้มากกว่าความสัมพันธ์รายชั่วโมง


"ทำงานนี้ได้สักประมาณสัก 5 - 6 เดือน หนูก็ได้มาเจอผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นทหารและอยากให้หนูเลิกทำงานนี้ เขาก็เลยเอาหนูไปอยู่ด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ให้เงินเราแม้แต่บาทเดียว แค่ให้อยู่ในบ้านพัก หนูไม่ได้ไปไหนเลย อยู่แต่ในห้องเขาเลยเหมือนถูกกักขัง เหมือนนักโทษ ปิดประตูห้องล็อกหน้าบ้าน ไม่ให้ทำอะไร อยู่ในบ้านอย่างเดียว จนกว่าเขาจะกลับมาจากที่ทำงาน ถึงจะได้ออกจากบ้าน หนูไม่ได้โอนเงินกลับบ้านเลย มีแต่แม่โอนมาให้ แม่โอนมาให้ทีละ 1,000-2,000 บาท เพราะหนูแอบโทรไปขอแม่ ก็เป็นอย่างนั้นประมาณ 6 เดือน หนูเลยตัดสินใจหนีจากทหารคนนั้นไป แต่แล้วเขาก็ตามมาเจอที่ผับ เขาเอาปืนจ่อหัวถามหนูว่า มึงจะกลับไปกับกูหรือไม่กลับ" หนูกลัวมาก ไม่เคยโดนอะไรขนาดนี้ หนีจากแฟนคนโน้นมาเจอคนนี้ ชีวิตทำไมไม่มีอะไรดีเลย หนูต้องกลับไปอยู่กับเขา แต่ก็พยายามหนีเขาถึงสามครั้ง ครั้งสุดท้ายหนีได้ เพราะเพื่อนบอกให้ย้ายหนีไปอยู่ที่เครือสหพัฒน์ เขาตามหาตัวไม่เจอ เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย"


ชีวิตของหน่อยเริ่มต้นเหมือนการยอมจำใจเพื่อเป็นทาสกามให้แก่ผู้ชายเห็นแก่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนสุดท้ายก็ได้มาทำงานเป็นเรื่องเป็นราวหาเลี้ยงตัว ก่อนจะพบรักกับผู้ชายคนใหม่ในที่ทำงาน


"ตอนหนูมาทำงานโรงงานก็มาคบกับคนใหม่ คบได้ประมาณ 3 ปี ก็เริ่มมีเรื่อง เพื่อนของเขาได้ติดต่อผู้หญิงให้เขา ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่มีเงิน แต่ตอนแรกหนูก็จับไม่ได้หรอก เพราะบางทีแฟนก็อ้างว่าติดประชุมกลับบ้านดึกๆดื่นๆ จนวันหนึ่งผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาหนูเลยรู้ว่าแฟนมีกิ๊ก มิหนำซ้ำผู้หญิงคนนั้นจะให้เงิน 30,000 บาท เพื่อที่จะให้หนูเลิกกับแฟน หนูเล่าให้แฟนฟัง แฟนก็บอกว่า อย่าไปฟังเขาต่อมาหนูได้ข่าวว่าผู้หญิงคนนั้นกินยาฆ่าตัวตายต้องเข้าโรงพยาบาล แฟนหนูรีบไปดู กลับมาอีกทีแฟนหนูเอาเงินมาให้หนู 10,000 บาท และให้หนูเลิกกับเขา หนูก็เอาเงินมาและยอมเลิก เพราะมาคิดๆ ดู อยู่ด้วยกันแล้วก็ไม่มีความสุข เลยตัดสินใจเลิก"

หน่อยเป็นไทได้ไม่นานก็พบกับผู้ชายคนใหม่ หากไม่เพราะเหงาก็คงเพราะเธอยังศรัทธาในความรักความสัมพันธ์อยู่ แต่แล้วเรื่องราวก็วนกลับไปสู่วงจรเดิมๆ

"ต่อมาหนูได้เจอกับผู้ชายที่ทำงานอยู่ที่บริษัทอื่น เราก็คบกันได้ประมาณ 6 เดือน คิดว่าเขาดี แต่สุดท้ายเขาก็ไปมีอะไรกับเพื่อนของเราเอง เรารู้เรื่องก็เลยถามไปว่าจะเอายังไง เขาบอกว่าเอาทั้ง 2 คนเลย จนเรารับไม่ได้ก็เลยเลิกกัน จากนั้นก็มาคบกับผู้ชายอีกคน ตอนแรกก็คิดว่าเขาจะดีเหมือนกัน คบกันมาได้ปีกว่าจึงรู้ว่าเป็นคนที่ชอบเล่นการพนัน รู้แล้วแต่ก็ต้องทน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาบอกจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด หนูจึงเอาเงินตัวเองให้เขาไปซื้อของกลับบ้าน 3,000 บาท แต่พอได้เงินเขาไม่ยอมกลับห้องจนเช้า พอกลับมา เขากลับบอกว่าเอาเงินไปเล่นการพนันจนหมดแล้ว เขาบอกว่าเขารู้สึกละอายใจมาก ก็เลยย้ายไปอยู่กับเพื่อน เขาติดการพนันรุนแรงจริงๆ จนกระทั่งถูกจับติดคุก หนูไม่รู้ว่าเขาโดนจับหนูก็ตามหาเขา เพื่อนเขาก็ไม่มีใครรู้ จนเขาออกจากคุก และตอนนั้นเองที่หนูก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองท้อง แต่เขากลับไม่ยอมรับว่าเป็นลูกของเขา


เราก็เลยทะเลาะกับเขา เขาบอกว่าให้ไปเอาออก ไม่ใช่ลูกเขา เขาเป็นหมัน หนูก็คิดว่าจะเอาลูกออก วันนั้นหนูเตรียมลาพักร้อนไว้แล้ว ไปยืมเงินมาได้ 5,000 บาท แต่เพื่อนมาทักว่าเขาฝันเห็นลูกหนู คิดไปคิดมาก็สงสารเด็กเลยเอาไว้จนกระทั่งคลอด แต่ผู้ชายเขาก็ไม่มาดูแลเอาใจใส่ไม่เคยเจอกันเลย หนูต้องทำงานส่งเงินให้ลูก ตอนที่ท้องพ่อกับแม่ก็รับไม่ได้ แต่นานวันเข้าพ่อแม่ก็เข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น หนูอยากฝากให้ผู้หญิงทุกคนว่า จะคบใครก็ดูดีๆ หนูไม่อยากให้ผิดพลาดเหมือนหนู เพราะว่าน้องๆ หลานๆ ที่บ้านก็เป็นอย่างนี้หมด เรามีปัญหาแบบเดียวกัน เรื่องทำนองเดียวกันอย่างนี้ รักๆเลิกๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ไม่สมหวังในรักกันซักคน"


ชีวิตของหน่อยไม่ต่างจากนิยายเศร้าๆ เรื่องหนึ่งที่ตัวละครเถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าวันหนึ่งตัวละครตัวนี้เข้าใจในความเป็นไปของชีวิตมากขึ้น เธออาจค่อยๆ ได้เรียนรู้ และพาตัวเองยืนขึ้นอย่างแข็งแรง

 
เรียนรู้จากเรื่องของหน่อย

 
ถ้านิยามของชีวิตคือความผิดหวัง ชีวิตของหน่อยเอง คงเป็นตัวอย่างของความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำล่าเของนิยามนี้

การตัดสินใจในการเลือกคู่ชีวิตของหน่อยดูจะผิดพลาดไปเสียทุกอย่าง เพราะอะไร? ความไม่รู้เท่าทัน ความไม่เข็ดหลาบในความรัก การไม่เลือกสรรอย่างถี่ถ้วน คงไม่มีใครตอบคำถามได้ดีนอกจากตัวหน่อยเอง

อย่างไรก็ตาม หน่อยเองก็เลือกที่จะสะบัดความเศร้า ความคับแค้นทุกอย่าง แล้วเชิดหน้าเดินต่อไป อย่างไม่แคร์อดีตที่ผ่านมา เธอยังคงก้าวเดินแม้ผ่านความผิดพลาดมากมาย แน่นอน ชีวิตยังคงอยู่ หน่อยเองมิอาจหยุดนิ่ง เพราะลูกทั้งสองที่เป็นผลพวงของอดีต คือความรับผิดชอบของคนเป็น แม่ ที่ต้องเลี้ยงดู

 
“ชีวิตอาจถูกกำหนดมาเพียงบางส่วน แต่เชื่อเถิดว่า มันเป็นส่วนที่น้อยกว่าการกระทำของเรา ฉะนั้นควรรู้จักเลือกบนเส้นทางที่ถูกที่ควรเสมอ เพราะหากมีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น จะได้ไม่ต้องไปตีอกชกตัวโทษชะตากรรม”

 
Read More »

Secret Lover ตอนที่ 8

วรณัน พินิจดี
                                                                        แต๋ว

เลิกก็คือเลิก คือคำที่เขาย้ำกับเธอ

 

แต๋ว (นามสมมุติ) เป็นคนพูดน้อย เธอเป็นคนไม่ค่อยพูดและเป็นคนถามคำตอบคำ แต๋วดูระแวดระวังตัวและไม่ยอมเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าได้ทราบได้ง่ายนัก แต่การพูดคุยกันเพียงเล็กน้อย ประกอบกับสีหน้า แววตา ก็ทำให้พอคาดเดาได้ว่า เธอเป็นหนึ่งในคนที่พร้อมจะเข็ดขยาดกับความรักความสัมพันธ์

 

"ตอนนั้นหนูแต่งงานกับแฟนได้ประมาณ 10 ปี เราเป็นคนบ้านเดียวกัน และมีลูกด้วยกันหนึ่งคน แฟนหนูเป็นทหารเรือ ตอนที่เกิดเรื่องกิ๊กจนต้องเลิกกับแฟนนั้นหนูอายุ 28 ปี ตอนแรกหนูไม่รู้หรอก แต่ที่รู้เพราะผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาแฟน เขาโทรมาบ่อยมาก แต่แฟนก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร จนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาหนู เขาบอกว่าเขาเป็นแฟนใหม่ของแฟนหนู เขาบอกหนูว่า แฟนหนูเล่าให้เขาฟังว่าหนูไปมีผู้ชายคนใหม่ เลยได้เลิกกัน หนูก็บอกเขาว่า ยังไม่ได้เลิกกันและก็ไม่มีผู้ชายคนอื่นด้วย"

 

การมีโอกาสได้คุยกับชู้รักของสามีแบบคำต่อคำ ทำให้แต๋วรู้สึกตกใจและเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก แต่สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าที่จะไปถามเอาความจริงจากปากของผู้เป็นสามี

 

"หนูตัดสินใจไปถามแฟน แต่พอหนูถาม เขาก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาเป็นแค่เพื่อนกัน หนูไม่เซ้าซี้ เราก็อยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ จนไม่นานต่อมา แฟนหนูก็บอกหนูว่าจะไปเข้าเวรหนึ่งสัปดาห์ แต่ครั้งนั้นเขาไปแล้ว เขาไม่กลับมาเลย เขาไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น เขาหายไปโดยไม่ได้บอกหนูเลยสักคำว่าเพราะอะไร หนูตัดสินใจไปตามเขาที่ทำงาน แต่เขาบอกว่าเขาเลือกผู้หญิงคนนั้นแล้ว"

 

ความเสียใจทำให้แต๋วพยายามทำทุกอย่างที่จะทำให้ความรักความสัมพันธ์ของเธอและสามีกลับมาเหมือนเดิม สาเหตุเพราะลูกก็เสมือนบ่วงคล้องใจ การลดทิฐิเพื่อการรักษาครอบครัวไว้จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็เหมือนว่า ทุกอย่างจะไม่เป็นใจ เมื่อใครอีกคนได้ตัดสินใจเลือกทางเดินของเขาแล้ว

 

"หนูก็ถามเขาว่า 'หนูต้องเปลี่ยนแปลงอะไรไหม' แต่เขากลับบอกว่า 'ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องทำอะไร เลิกก็คือเลิก' หนูก็พูดอะไรไม่ออก คิดอะไรไม่ออก แฟนหนูเขาหลอกว่า ผู้หญิงคนนั้นท้อง หนูเลยบอกว่า ถ้าท้องหนูก็ยอมเลิก สงสารเด็ก เด็กมันไม่รู้เรื่อง แต่หนูมารู้ทีหลังว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ท้อง เพราะเคยไปเจอเขาอยู่ด้วยกัน แล้วก็ไม่ได้ท้องเหมือนอย่างที่แฟนหนูบอกไว้ เขาโกหก

 

ถามว่าเราโกรธไหม หนูก็โกรธเขานะ แต่ทำไงได้ ผู้ชายเขาไม่ได้เลือกเรา เราจะไปบังคับให้เขามาเลือกเราก็ไม่ได้ ตอนเลิกกันแรกๆ หนูหยุดงาน ลางานบ่อยมาก จิตใจไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำงาน จนต่อมาหนูถึงมาคิดได้ว่า ถ้าเราไม่ทำงาน แล้วลูกเราที่จะโตมา เราจะเอาอะไรเลี้ยงลูก ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งแฟนเขาไม่เลี้ยงลูกแล้ว ลูกหนูจะเป็นยังไง ตอนนั้นหนูก็คิดแค่นี้จริงๆ"

 

แต่การคิดถึงลูก และใช้ลูกเป็นหลักยึดใจ ก็ทำให้แต๋วมีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นยืน และจัดการกับชีวิตที่เสียหลักให้กลับตั้งตรงได้อีกครั้ง กระทั่งความสัมพันธ์ครั้งใหม่เริ่มขึ้น ความสัมพันธ์ที่คล้ายจะช่วยเยียวยาได้ แต่วันหนึ่งก็คือพิษชั้นดีที่กัดกินใจ

 

"ประมาณสองปี หลังจากเลิกกับแฟนคนเก่า หนูก็มาคบกับคนใหม่ เราคบกันนานประมาณสองปี อยู่มาวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็เอาเมียกับลูกมาอยู่ด้วย หนูตกใจ เพราะตอนที่มาจีบหนู เขาบอกว่าเขาเลิกกับเมียเขาแล้ว จนหนูมารู้เรื่องก็ตอนที่เขามาคุยด้วยบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้นะที่เราจะคบกันแบบนี้แล้วเขาก็บอกว่าเขากับเมียกลับมาคืนดีกัน หนูกับเขาก็เลิกกันดีๆ เขาบอกว่ามีอะไรก็มาปรึกษาเหมือนพี่เหมือนน้อง หนูบอกเขาว่า ได้ แต่หนูคงไม่ปรึกษาหรอกนะเขาห้ามไม่ให้หนูคบคนอื่นให้อยู่แบบนี้ เขาบอกว่าเขารอเคลียร์กับเมียเขาก่อน หนูเลยบอกว่า หนูไม่เชื่อหรอก


หลังจากเลิกกับแฟนคนที่สอง หนูยังไม่คิดที่จะคบใครอีกแล้ว เพราะว่ามันเจ็บสองครั้งแล้ว มันยังไม่มีความรู้สึกว่าจะไปคบคนไหน เพราะว่าผู้ชายมันก็ประมาณนี้แหละ เลยอยู่คนเดียวไปก่อน ถ้าถึงเวลามันก็มีมาเอง"

 

คำพูดทิ้งท้ายของแต๋วสะท้อนให้เห็นว่าแต๋วรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความรักเต็มที จนไม่อยากดิ้นรนไขว่คว้า เธอรอเพียงโชคชะตาจะนำพาความรักที่สมหวังมาให้ และหากรักแท้ไม่มา เธอก็พร้อมจะอยู่เพียงลำพัง

 

เรียนรู้จากเรื่องของแต๋ว

 

ความผิดหวังถึงสองครั้งสองครา คือแผลที่ถูกตอกย้ำที่เดิม จนแต๋วเองรู้สึกชาชินกับรักจนไม่คิดไขว่คว้า            แม้แต๋วจะพูดน้อย แต่ก็แฝงถึงความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับ

และถึงแม้แต๋วจะถามฝ่ายชายว่าเธอต้องปรับปรุงสิ่งใด แต่เขาก็ไม่ใยดีที่จะให้โอกาส แน่นอนนั่นเพราะ เขา ได้เลือกคนใหม่ แต่มันโหดร้ายตรงที่แต๋วไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเธอผิดอะไร แม้วันที่จะไป เขา คนนั้นก็ไม่บอกอะไรสักคำ         ครั้งที่สองของความผิดหวัง น้ำเสียงแต๋วดูเข็มแข็งขึ้น แต๋วเลือกที่จะก้าวเดินต่อไปเพื่อลูก นับว่าเป็นทางเลือกของคนที่มีสติ

การเรียนรู้ชีวิตแบบนี้ของเธอนั่นเองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรต้องเข้าใจปัญหานี้อย่างจริงจัง คนทุกคนเรียนรู้ชีวิตจากความผิดพลาดได้ นั่นเป็นความจริง

 

“อนาคตคือเส้นทางข้างหน้าที่เราต้องก้าวไป จะแปลกอะไรหากต้องก้าวเดินเพียงลำพัง ไม่แน่ว่าทางข้างหน้า อาจมีใครสักคนรอเราอยู่ก็เป็นได้ ฉะนั้น จงเดินต่อไป อย่าหยุด”

 

 

 
Read More »