Secret Lover ตอนที่ 4
วรณัน พินิจดี
แมค
เมื่อแย่งเขามาก็โดนเขาแย่งไป
ที่ว่า 'กรรมใดใครก่อ
กรรมนั้นคืนสนอง' เข้ากันได้ดีกับชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ 'แมค' ซึ่งดูเหมือนว่าวันหนึ่งเจ้าตัวจะทราบและเข้าใจลึกซึ้งในข้อความนั้น
แม้ในระหว่างที่มีโอกาสได้พูดคุยกัน แมคจะดูประหม่าและพยายามจะหลบสายตาอยู่บ่อยๆ
แต่หลายครั้งก็ไม่อาจซ่อนสายตาของความเจ็บปวด
และตอกย้ำเรื่องของตัวเองด้วยการเอ่ยถึงกรรมลิขิต "เอาของของเขามา ก็ต้องโดนแย่งไป"
เรื่องราวที่ผ่านมาคงยังฝังใจแมคอยู่ไม่ลืมเลือน
เพราะหลังจากที่เลิกรากับภรรยามาได้กว่าสี่ปี
เขาก็ไม่เคยมีผู้หญิงคนใหม่ที่จริงจังเลยสักครั้ง
มีแต่เพียงคนที่คบหากันในระยะสั้นแล้วก็เลิกรากันไป
ส่วนหนึ่งเป็นแมคยังคงรู้สึกหวาดระแวงอยู่เสมอว่าคนที่เข้ามาจะไม่จริงใจและหลอกลวง
แมคมีทะเบียนหย่าเป็นหนึ่งหลักฐานอันเจ็บปวดของการที่ครั้งหนึ่งเคยพัวพันอยู่กับปัญหากิ๊ก
"ผมเป็นพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก เริ่มมาทำงานแถวนี้ตอนอายุ
19 ปี มาทำงานได้สักประมาณปีก็เริ่มมีความรักผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ 'ผัน' เป็นคนจังหวัดอุดร
ผันทำงานที่แหลมฉบังที่บริษัทแห่งหนึ่ง ตอนเจอกันครั้งแรกผมไปเดินตลาด
สมัยนั้นผันตั้งโต๊ะโทรศัพท์โทรนาทีละ 1.50 บาท ผมก็เดินเข้าไปใช้บริการ
โทรคุยกับแม่ที่บ้าน ผันก็มองหน้าผม เขาแซวผมว่า 'คุยภาษาอะไรทำไมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย'
จากนั้นผมเริ่มคุ้นเคยกับผันไปเดินตลาดทุกวันก็ขอเบอร์ผัน
เราโทรคุยกันทุกวันจนเริ่มสนิทกันมาก เราชอบพอกันคบกันได้ประมาณ 3
เดือนก็มีอะไรกัน"
แต่ขึ้นชื่อว่าชายหนุ่ม
การมีความสัมพันธ์กับใครสักคนอาจไม่ได้หมายถึงการปิดประตูใส่กลอนเพื่อล็อคหัวใจตัวเองไว้กับคนคนนั้น
แมคก็เช่นกัน
ด้วยวัยและประสบการณ์ในช่วงนั้นอาจทำให้หัวใจของเขาหวิวไหวได้เสมอเมื่อสายตาซุกซน
"ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะมักจะนั่งดื่มเหล้าที่หน้าห้องพัก
เห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งเดินผ่านมาบ่อยๆผมมักมองผู้หญิงแล้วคิดในใจว่า “ทำไมสวยจัง?”
ผมมีความรู้สึกชอบ
เพราะผู้หญิงคนนี้สวยมากถูกใจจริงๆ
ผมแอบมองทุกวันเวลาเขาเดินผ่านห้องพักเพราะห้องพักเขาอยู่ถัดไปอีกที่ไม่ไกล
ผมปลื้มเขาชอบมากอย่างบอกไม่ถูก แต่แรกๆ ก็ยังไม่ได้คุยกันหรอก
จนวันหนึ่งผมออกมานั่งเล่นที่หน้าห้องหลังเลิกงาน
วันนั้นผู้หญิงคนนั้นก็เดินมาซื้อของกับแฟนที่หอพักผม เธอยิ้มให้ผม ผมดีใจมาก
วันต่อมาเธอเดินมาคนเดียว ผมนั่งกินเหล้ากับเพื่อนอยู่ผมก็เรียกเธอกินเหล้า
เธอก็เดินมายกแก้ว แล้วได้พูดคุยด้วย เธอบอกว่าเธอชื่อ “ส้ม” ผมจึงได้ทราบว่าส้มอายุเยอะกว่าผม
2 ปีแต่เขายังดูเด็กและสวยมาก ผมเริ่มคุยกับเขาทุกวัน
ส่วนผันถ้าว่างก็จะมาหาผมบ้างเป็นบางครั้ง
พักหลังๆ
ส้มเริ่มมาหาผมบ่อยขึ้นคุยเรื่องของตัวเองให้ฟังว่า
“เวลาทะเลาะกับแฟน แฟนมักจะตบตีส้ม แฟนไม่ชอบให้ส้มออกไปไหนกับเพื่อน ทำให้ส้มไม่ค่อยมีเพื่อน
จะไปไหนก็ยากมาก ไปไหนก็ต้องไปกับแฟน ก็เลย เบื่อๆ” ส้มเล่าว่าส้มอยู่ด้วยกันกับแฟนมาประมาณ
13 ปีมีลูกด้วยกันหนึ่งคนเป็นผู้หญิง เรียนดีด้วยได้ที่หนึ่งตลอดเลย
พอเริ่มสนิทกันมากขึ้นผมเลยบอกกับส้มว่า “ผมชอบส้มนะ เราคบกันได้หรือเปล่า?” ส้มไม่ปฏิเสธ
มีอยู่วันหนึ่งผมไปเที่ยวผับแถวนั้น เจอส้มแอบไปเที่ยวกับเพื่อน ผมก็เข้าไปทัก
ผ่านไปได้อีกสักสองวันส้มเดินมาหาผมบอกกับผมว่า “ส้มมาอยู่กับแมคนะส้มไม่อยู่กับแฟนแล้วแล้วแมครักส้มจริงหรือเปล่า?
ส้มจะเลิกกับแฟน”
ผมดีใจมากไม่ถามอะไรต่อ
บอกไปว่า “ได้สิตอนสองทุ่มส้มเก็บเสื้อผ้ามาอยู่กับผม”
เมื่อใช้หัวใจนำมากจนเกินไป วันหนึ่งเรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้น
"ส้มย้ายมาอยู่กับผม แต่วันที่ส้มมาอยู่นั้นเป็นวันที่ผันมาหาผมพอดี
ผันเห็นจึงถามว่า 'เขาเป็นใคร' ผมบอกกับผันว่า 'ชื่อส้ม
เป็นภรรยาพี่กลับมาอยู่ด้วยกัน' ผันโกรธมากตบหน้าผมอย่างแรงร้องไห้กลับไป
แต่ผมก็ไม่สนใจ ต่อมาผมทราบข่าวว่า ผันลาออกจากงานกลับไปอยู่บ้าน
ส่วนส้มก็ลาออกจากงาน มาแอบอยู่ที่ห้องของผม ซึ่งขณะนั้นแฟนส้มก็ตามหาส้มทุกวัน
แฟนส้มเก็บตัวเงียบอยู่ที่ห้องของเขา ผมเห็นก็สงสารเขาบ้างเหมือนกัน แต่ก็คิดว่า 'ทำไงได้ผู้หญิงเขามาเอง'
จนต่อมาเรื่องเริ่มแดงขึ้น
ญาติผมรู้ว่าเอาเมียเขามาจึงโทรบอกแม่ผม
แม่ก็เลยให้ผมกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ผมพาส้มไปอยู่บ้านทำนาหาของป่า
ใช้ชีวิตง่ายๆ ทำทุกอย่างอยู่ที่บ้านประมาณหนึ่งปี จู่ๆ
แม่ก็อยากให้ผมไปทำงานที่ไต้หวันจะได้มีเงินใช้มากขึ้น ไม่ต้องลำบาก
ผมก็เลยตัดสินใจไปเพราะอยากให้ส้มสบาย ก่อนไปส้มบังคับให้ผมไปจดทะเบียนสมรสกับเขา
เพราะสาเหตุใดผมก็ไม่รู้ เราจึงได้จดทะเบียนสมรสกัน
ผมก็ไปไต้หวันโดยที่ให้ส้มอยู่กับแม่ผม"
แมคไปทำงานที่ได้ไต้หวันได้เพียงแค่เดือนเดียว
ก็ต้องกลับมาอยู่บ้าน แต่การอยู่บ้านครั้งนี้เป็นการอยู่บ้านระยะสั้น
เพราะหลังจากนั้นได้ตัดสินใจชักชวนภรรยาออกจากบ้านมาหางานทำด้วยกันที่จังหวัดชลบุรี
แต่ความที่เป็นคนรักภรรยามาก
แมคก็จะทำหน้าที่หลักในการทำงานเพื่อเลี้ยงดูและสร้างครอบครัว
"เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลยมากันแค่ผ้าห่มผืนเดียว เรื่องความรัก
เราก็ยังรักกันดี ผมเป็นคนที่รักแฟนมาก ส่วนส้มทำงานบ้างไม่ทำบ้าง ย้ายงานบ่อย
แต่เงินไม่พอใช้จึงลาออกจากที่นั่นทั้งคู่มาหางานทำที่จังหวัดระยอง
ผมทำงานที่โรงงานที่ทำอยู่ตอนนี้ได้ประมาณหนึ่งปีก็ได้เป็นพนักงานประจำ
ส่วนส้มทำงานที่ไหนได้ไม่นาน เข้าออกหลายบริษัทเป็นว่าเล่นเหมือนเดิม
หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่ง เรามีเงินเก็บ จึงเริ่มซื้อของเข้าห้องพร้อมทุกอย่าง
มีมอไซด์หนึ่งคัน ตอนนั้นรักกันมากก็มีความสุขมาก
เหตุการณ์ไม่ดีเริ่มมาเกิดขึ้นเมื่อส้มทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งได้ประมาณสามเดือน
แล้วมีงานเลี้ยงแผนก ปรากฏว่าส้มไปงานเลี้ยงไม่กลับมาห้องจนดึกดื่น
ด้วยความที่เป็นห่วงเขาผมไปแจ้งความที่ สน. ปลวกแดงว่า มีคนหายตามทั้งคืนก็ไม่เจอ
ซึ่งวันนั้นบังเอิญเป็นวันเดียวกับที่ลูกสาวและแม่ส้มมาเยี่ยมพอดี
หลังจากแจ้งความเรากลับมารอที่ห้อง แม่ส้มเป็นห่วงส้มมาก
รอจนถึงเย็นอีกวันส้มก็เดินมาหาผมที่ห้อง เรามีปากเสียงทะเลาะกันต่อหน้าลูกและแม่ของส้ม
ผมโมโหมาก เย็นวันนั้นลูกและแม่ส้มจึงกลับบ้าน"
วันนั้นเองที่ความรักเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง
"จากวันที่ผมรักส้มมากกลับกลายเป็นความระแวงไปในทันที
ส้มเองเริ่มเปลี่ยนไป รับสายโทรศัพท์ก็ต้องออกไปคุยนอกห้อง
ผมเองก็เริ่มโทรหาเขาบ่อย โทรจิกเวลาไม่ได้อยู่ด้วยกัน ผมสังเกตว่าผ้าห่มที่พับไว้
ที่นอนที่ปูไว้ เหมือนไม่มีคนใช้ เหมือนส้มไม่ได้กลับมานอนห้องเวลาที่ผมเข้ากะ
เราเริ่มไม่มีความสุขจนกระทั่งส้มเอ่ยปากพูดว่า 'เราแยกกันอยู่ก่อนดีกว่า
อะไรจะได้ดีขึ้น แล้วค่อยตามส้มไปนะ' ผมเอาของให้ส้มทุกอย่างเหลือแต่เครื่องซักผ้าที่นอนปิ๊คนิ๊คเก่าๆที่แขวนเสื้อ
นอกนั้นให้หมดเลย
ตอนนั้นคิดว่า
ผมปล่อยส้มไปให้สบายใจก่อนยังไงเขาก็ต้องให้ผมกลับไปอยู่ด้วย แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้
วันหนึ่งไม่ทำโอทีผมเป็นห่วงส้มจึงแอบไปดู เห็นผู้ชายขับมอไซด์มีส้มนั่งซ้อนมาด้วย
น่าจะเป็นกิ๊กส้ม ผมไม่รอช้าเดินเข้าไปหาส้ม ส้มบอกเลยว่า 'แฟนใหม่ส้มเอง'
ผมเจ็บจี๊ดเข้าหัวใจผม
เราจึงแบ่งของกันประมูลขายของที่มีในตอนนั้นเลย
ผมไม่มีอะไรเหลือแม้แต่ชิ้นเดียวผมก็กลับมาที่ห้อง
ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมาอย่างไม่ยั้ง ได้แต่ถามตัวเองว่า “ทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้?”
ต่อมาผมกับส้มก็ไปหย่ากันที่สำนักงานเขตปลวกแดง ผมยิ่งเจ็บใจมากเพราะพยานที่มา
คือแฟนใหม่ของส้มและญาติส้ม ตอนนั้นคิดแต่ว่าพอกันทีกับความรัก"
การล่มสลายของความรักทำให้ชีวิตของแมคล้มไม่เป็นท่า
แม้จะมีเพื่อนฝูงเห็นอกเห็นใจและมาช่วยปลอบใจ แต่แมคก็ไม่ดีขึ้น ความผิดหวังของแมคส่งผลต่อการทำงาน
"จากวันที่เคยทำตัวดีตั้งใจทำงานมาตลอดผมกลายเป็นคนหยุดงานบ่อยมาก
สภาพตัวเองดูไม่ได้ เหมือนคนที่ล้มละลาย สมองไม่สั่งการใดๆ ผมทำงานไปร้องไห้ไป
ดีที่โรงงานต้องใส่แว่นตาเซฟตี้ทำงานจึงพออำพรางได้บ้าง
ผมเครียดมากจนต้องย้ายห้องไปอยู่กับเพื่อน
เพื่อนพาไปเที่ยวบ่อยขึ้นแต่ผมก็ไม่หายเศร้า ผมเก็บตัวอยู่ในห้องเป็นเดือนๆ
อาการสาหัสเหมือนแฟนส้มคนนั้น คนที่ผมไปแย่งเขามา เคยดูในกรรมลิขิต
ที่บอกว่าทำอย่างนั้นมา ก็เป็นอย่างนั้น
พ่อแม่ผมบอกตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่าไปแย่งของเขามา ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องไปจากเราเหมือนเดิม
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่แย่งของใคร คนที่เขาอยู่ด้วยกันดีๆ
ไปทำให้เขาแยกกันจนผู้ชายคนนั้นกินข้าวไม่ได้เป็นเดือนสองเดือน
ก็เหมือนผมตอนนี้เลย
ผ่านไปได้สักหนึ่งเดือนส้มก็โทรหาผมบอกว่าเลิกกับแฟนคนนั้นแล้ว
ตอนแรกผมคิดว่าส้มจะกลับมาหาผม แต่ได้ข่าวอีกทีส้มก็มีแฟนใหม่อีก
แล้วเลิกกันอีกอยู่ด้วยกันไม่ได้นาน ผมก็เลยเริ่มจะทำใจได้แล้ว
มาย้อนคิดดูอีกทีเวรกรรมมีจริงแย่งของเขามาคนอื่นก็แย่งไปเวรกรรมจริงๆ
ผมได้ข่าวอีกทีส้มมีแฟนใหม่ แล้วพากันย้ายกลับไปอยู่บ้านแฟนส้มที่ต่างจังหวัด
แฟนคนนี้ดูมีฐานะ ส้มโทรมาครั้งสุดท้ายตอนนั้นก็เริ่มจะทำใจได้บ้างแล้ว
ส้มบอกผมว่าให้ผมมีแฟนใหม่ได้แล้วส้มคงไม่กลับไปแล้วส้มเจอคนที่ใช่แล้วตอนนี้ผมอายุ
30 ปีย่างเข้า 31 ปีผมเลิกกับส้มได้ประมาณ 4
ปีกว่าๆแล้วผมก็ยังคิดถึงส้ม แต่ก็ไม่ใช่ความรักแบบแฟนอาจจะเป็นแบบเพื่อน
แค่อยากรู้ข่าวว่าเป็นยังไงบ้าง ลูกสาวเขาสบายดีหรือเปล่า เพราะตอนที่ส้มอยู่กับผม
ผมส่งเงินให้ลูกสาวเขาทุกเดือน
ซื้อคอมซื้ออะไรให้ทุกอย่างที่ลูกสาวส้มอยากได้"
แมคทำใจกับเรื่องนี้ได้มากขึ้น
และวันหนึ่งก็หยุดการค้นใจว่าทำไมคนที่เคยรักกันถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนั้น
"ผมไม่รู้ว่าส้มมีคนใหม่เพราะสาเหตุอะไร ตอนนี้ผมก็ยังโสดอยู่ อาจจะเข็ดกับความรัก
กลัวหญิงมาหลอก สิ่งที่ผมคิดเสมอคือ เวรกรรมตามทันชาตินี้แหละ ไม่ต้องรอชาติหน้า
ก็เหมือนที่ผมได้เจอ"
เรียนรู้จากเรื่องของแมค
วันเวลาเยียวยาทุกอย่าง
แม้กระทั่งพิษรักที่เหมือนจะไม่มีวันหาย
สำหรับแมคเองวันเวลาก็เยียวยาแผลในใจเช่นเดียวกัน
แม้ไม่หายสนิท แต่มันก็ทำให้แมคเข็มแข็ง และได้บทเรียน
“กรรมจากการแย่งคนรักคนอื่น” อย่างชัดเจน
ในแง่ของการทำงาน ความปวดร้าวในรักส่งผลให้แมคมีพฤติกรรมการทำงานที่แย่ลงอย่างชัดเจน
ซึ่งยังโชคดีที่แมคสามารถประคับประคองให้ทุกอย่างผ่านไปได้ มิเช่นนั้น
แมคคงจะสอบตกทั้งเรื่องงานและเรื่องรัก เหมือนอย่างที่ใครๆ เขาว่า Bad
Lucky in Love and Bad lucky in game
“จงให้เวลากับการทบทวนอดีต
แต่อย่าหยุดที่จะก้าวไปข้างหน้า... ความเจ็บปวดเป็นเพียงบทเรียนที่ผ่านเข้ามา
แล้วมันก็จะผ่านไป”
ไม่มีความคิดเห็น :
แสดงความคิดเห็น