หน้าเว็บ

Blogger Widgets
วรณัน พินิจดี


Secret Lover ตอนที่ 8

วรณัน พินิจดี
                                                                        แต๋ว

เลิกก็คือเลิก คือคำที่เขาย้ำกับเธอ

 

แต๋ว (นามสมมุติ) เป็นคนพูดน้อย เธอเป็นคนไม่ค่อยพูดและเป็นคนถามคำตอบคำ แต๋วดูระแวดระวังตัวและไม่ยอมเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าได้ทราบได้ง่ายนัก แต่การพูดคุยกันเพียงเล็กน้อย ประกอบกับสีหน้า แววตา ก็ทำให้พอคาดเดาได้ว่า เธอเป็นหนึ่งในคนที่พร้อมจะเข็ดขยาดกับความรักความสัมพันธ์

 

"ตอนนั้นหนูแต่งงานกับแฟนได้ประมาณ 10 ปี เราเป็นคนบ้านเดียวกัน และมีลูกด้วยกันหนึ่งคน แฟนหนูเป็นทหารเรือ ตอนที่เกิดเรื่องกิ๊กจนต้องเลิกกับแฟนนั้นหนูอายุ 28 ปี ตอนแรกหนูไม่รู้หรอก แต่ที่รู้เพราะผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาแฟน เขาโทรมาบ่อยมาก แต่แฟนก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร จนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาหนู เขาบอกว่าเขาเป็นแฟนใหม่ของแฟนหนู เขาบอกหนูว่า แฟนหนูเล่าให้เขาฟังว่าหนูไปมีผู้ชายคนใหม่ เลยได้เลิกกัน หนูก็บอกเขาว่า ยังไม่ได้เลิกกันและก็ไม่มีผู้ชายคนอื่นด้วย"

 

การมีโอกาสได้คุยกับชู้รักของสามีแบบคำต่อคำ ทำให้แต๋วรู้สึกตกใจและเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก แต่สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าที่จะไปถามเอาความจริงจากปากของผู้เป็นสามี

 

"หนูตัดสินใจไปถามแฟน แต่พอหนูถาม เขาก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาเป็นแค่เพื่อนกัน หนูไม่เซ้าซี้ เราก็อยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ จนไม่นานต่อมา แฟนหนูก็บอกหนูว่าจะไปเข้าเวรหนึ่งสัปดาห์ แต่ครั้งนั้นเขาไปแล้ว เขาไม่กลับมาเลย เขาไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น เขาหายไปโดยไม่ได้บอกหนูเลยสักคำว่าเพราะอะไร หนูตัดสินใจไปตามเขาที่ทำงาน แต่เขาบอกว่าเขาเลือกผู้หญิงคนนั้นแล้ว"

 

ความเสียใจทำให้แต๋วพยายามทำทุกอย่างที่จะทำให้ความรักความสัมพันธ์ของเธอและสามีกลับมาเหมือนเดิม สาเหตุเพราะลูกก็เสมือนบ่วงคล้องใจ การลดทิฐิเพื่อการรักษาครอบครัวไว้จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็เหมือนว่า ทุกอย่างจะไม่เป็นใจ เมื่อใครอีกคนได้ตัดสินใจเลือกทางเดินของเขาแล้ว

 

"หนูก็ถามเขาว่า 'หนูต้องเปลี่ยนแปลงอะไรไหม' แต่เขากลับบอกว่า 'ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องทำอะไร เลิกก็คือเลิก' หนูก็พูดอะไรไม่ออก คิดอะไรไม่ออก แฟนหนูเขาหลอกว่า ผู้หญิงคนนั้นท้อง หนูเลยบอกว่า ถ้าท้องหนูก็ยอมเลิก สงสารเด็ก เด็กมันไม่รู้เรื่อง แต่หนูมารู้ทีหลังว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ท้อง เพราะเคยไปเจอเขาอยู่ด้วยกัน แล้วก็ไม่ได้ท้องเหมือนอย่างที่แฟนหนูบอกไว้ เขาโกหก

 

ถามว่าเราโกรธไหม หนูก็โกรธเขานะ แต่ทำไงได้ ผู้ชายเขาไม่ได้เลือกเรา เราจะไปบังคับให้เขามาเลือกเราก็ไม่ได้ ตอนเลิกกันแรกๆ หนูหยุดงาน ลางานบ่อยมาก จิตใจไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำงาน จนต่อมาหนูถึงมาคิดได้ว่า ถ้าเราไม่ทำงาน แล้วลูกเราที่จะโตมา เราจะเอาอะไรเลี้ยงลูก ถ้าสมมติว่าวันหนึ่งแฟนเขาไม่เลี้ยงลูกแล้ว ลูกหนูจะเป็นยังไง ตอนนั้นหนูก็คิดแค่นี้จริงๆ"

 

แต่การคิดถึงลูก และใช้ลูกเป็นหลักยึดใจ ก็ทำให้แต๋วมีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นยืน และจัดการกับชีวิตที่เสียหลักให้กลับตั้งตรงได้อีกครั้ง กระทั่งความสัมพันธ์ครั้งใหม่เริ่มขึ้น ความสัมพันธ์ที่คล้ายจะช่วยเยียวยาได้ แต่วันหนึ่งก็คือพิษชั้นดีที่กัดกินใจ

 

"ประมาณสองปี หลังจากเลิกกับแฟนคนเก่า หนูก็มาคบกับคนใหม่ เราคบกันนานประมาณสองปี อยู่มาวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็เอาเมียกับลูกมาอยู่ด้วย หนูตกใจ เพราะตอนที่มาจีบหนู เขาบอกว่าเขาเลิกกับเมียเขาแล้ว จนหนูมารู้เรื่องก็ตอนที่เขามาคุยด้วยบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้นะที่เราจะคบกันแบบนี้แล้วเขาก็บอกว่าเขากับเมียกลับมาคืนดีกัน หนูกับเขาก็เลิกกันดีๆ เขาบอกว่ามีอะไรก็มาปรึกษาเหมือนพี่เหมือนน้อง หนูบอกเขาว่า ได้ แต่หนูคงไม่ปรึกษาหรอกนะเขาห้ามไม่ให้หนูคบคนอื่นให้อยู่แบบนี้ เขาบอกว่าเขารอเคลียร์กับเมียเขาก่อน หนูเลยบอกว่า หนูไม่เชื่อหรอก


หลังจากเลิกกับแฟนคนที่สอง หนูยังไม่คิดที่จะคบใครอีกแล้ว เพราะว่ามันเจ็บสองครั้งแล้ว มันยังไม่มีความรู้สึกว่าจะไปคบคนไหน เพราะว่าผู้ชายมันก็ประมาณนี้แหละ เลยอยู่คนเดียวไปก่อน ถ้าถึงเวลามันก็มีมาเอง"

 

คำพูดทิ้งท้ายของแต๋วสะท้อนให้เห็นว่าแต๋วรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความรักเต็มที จนไม่อยากดิ้นรนไขว่คว้า เธอรอเพียงโชคชะตาจะนำพาความรักที่สมหวังมาให้ และหากรักแท้ไม่มา เธอก็พร้อมจะอยู่เพียงลำพัง

 

เรียนรู้จากเรื่องของแต๋ว

 

ความผิดหวังถึงสองครั้งสองครา คือแผลที่ถูกตอกย้ำที่เดิม จนแต๋วเองรู้สึกชาชินกับรักจนไม่คิดไขว่คว้า            แม้แต๋วจะพูดน้อย แต่ก็แฝงถึงความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับ

และถึงแม้แต๋วจะถามฝ่ายชายว่าเธอต้องปรับปรุงสิ่งใด แต่เขาก็ไม่ใยดีที่จะให้โอกาส แน่นอนนั่นเพราะ เขา ได้เลือกคนใหม่ แต่มันโหดร้ายตรงที่แต๋วไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเธอผิดอะไร แม้วันที่จะไป เขา คนนั้นก็ไม่บอกอะไรสักคำ         ครั้งที่สองของความผิดหวัง น้ำเสียงแต๋วดูเข็มแข็งขึ้น แต๋วเลือกที่จะก้าวเดินต่อไปเพื่อลูก นับว่าเป็นทางเลือกของคนที่มีสติ

การเรียนรู้ชีวิตแบบนี้ของเธอนั่นเองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรต้องเข้าใจปัญหานี้อย่างจริงจัง คนทุกคนเรียนรู้ชีวิตจากความผิดพลาดได้ นั่นเป็นความจริง

 

“อนาคตคือเส้นทางข้างหน้าที่เราต้องก้าวไป จะแปลกอะไรหากต้องก้าวเดินเพียงลำพัง ไม่แน่ว่าทางข้างหน้า อาจมีใครสักคนรอเราอยู่ก็เป็นได้ ฉะนั้น จงเดินต่อไป อย่าหยุด”

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น