Secret Lover ตอนที่ 1
วรณัน พินิจดี
Fan Page: https://www.facebook.com/SecretHRD
บทนำ
ทำไมต้องกิ๊ก?
วันแรกที่ผู้เขียนเข้าศึกษาในระดับมหาบัณฑิต
อาจารย์ผู้สอนเอ่ยถามขึ้นมาทันทีว่า “จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร” ผู้เขียนได้แต่งงๆ
ว่า “เอ๊ะ! นี่เราต้องรีบคิดกันขนาดนั้นเลยเหรอ”
จากนั้นปรากฏว่าอาจารย์ทุกวิชาก็ถามแบบนี้เหมือนๆ กันหมด
ตอนนั้นถึงได้เริ่มรู้สึกว่า ถ้าไม่คิดก็อาจสายเกินการณ์ เพียงแต่ก็ยังหาบทสรุปไม่ได้เสียที
จริงๆ
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มสนใจและประทับบทความใหม่ๆ จากต่างประเทศที่อาจารย์ท่านหนึ่งคือ
ดร.สารทิศ สกุลคู นำมาให้อ่านมาก เพราะทำให้ได้แนวคิดใหม่ๆ หลายอย่าง รวมถึงสิ่งหนึ่งที่ได้พบ
นั่นคือ นัก HRD ต่างชาติที่มีองค์ความรู้มักจะประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมของประเทศตนเองเสมอ
ตอนนั้นเองจึงได้กลับมาคิดว่า ‘อะไรคือจุดเด่นของประเทศไทยกันนะ’ และ ‘อะไรคือสิ่งที่
HRD
ควรคิดคำนึงถึงในประเทศไทย’ วันหนึ่งก็ได้พบคำตอบว่า สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ
เรื่องที่สัมพันธ์กับพุทธศาสนาและศีลห้าอันเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ซึ่งจะว่าไปคนไทยเราไม่มากหรอกที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากไปกว่าแค่ศาสนาที่ระบุในบัตรประชาชน
ประกอบกับช่วงนั้นผู้เขียนได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘กิ๊ก’ หรือ
‘ความสัมพันธ์ทับซ้อนชู้สาว’ จากเพื่อนร่วมงานบ่อยครั้ง
นั่นล่ะจึงได้พบทางสว่างและว่า “นี่ล่ะ!
คือหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจในการศึกษาให้แตกฉาน จนเป็นที่มาของคำว่า FHRD (Family Human
Resource Development) ซึ่งผู้เขียนได้คิดขึ้นมาใหม่
จากการตกผลึกความรู้หลังจากการศึกษาวิจัย
การเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจังครั้งนั้นเองที่ทำให้ผู้เขียนได้พบกับเรื่องราวชีวิตของกลุ่มตัวอย่างที่สุดแสนจะดราม่า
แต่ทว่ามันเป็นเรื่องจริง และส่งผลกระทบหลายอย่างมากต่อทั้งชีวิต สังคม
และการงานของพวกเขาเอง
จากกิ๊ก
ถึงชู้ และการล่มสลายของความสัมพันธ์
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า กิ๊ก
แม้จะเป็นศัพท์ใช้สอยที่ฟังน่ารักน่าชังดังว่า แต่ในทางปฏิบัติ ‘กิ๊ก’ กลับกลายเป็นปัญหาอย่างมากในองค์กร
(หากเกิดขึ้น) รวมถึงเป็นอุปสรรคในการพัฒนาองค์กรด้วยเช่นกัน
ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันมักบอกเล่าปัญหาและผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เราได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
เช่น
“ยิงครูหนุ่มต่อหน้ากิ๊ก เจ็บสาหัส ปมหึงหวง” (ไทยรัฐ, 18 สิงหาคม 2554),
“ประเดิมงานแรก ‘ชู้สาว’
เมียหลวงโชว์หลักฐานบุกร้อง รมว.วัฒนธรรม มี ขรก.สาวใหญ่แย่งผัว”
(ไทยรัฐ, 16 สิงหาคม 2554)
“หนุ่มหึงชะแลงตีดับว่าที่เจ้าสาว
ระแวงโดนสลัดรักทิ้ง เหยื่อเป็นอดีตดาวมหาวิทยาลัยชื่อดัง
แค้นนอกใจแอบไปมีกิ๊กใหม่” (เดลินิวส์,
13 ตุลาคม 2549)
อ้างจาก วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ 2553
เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของความรุนแรง การบาดเจ็บ การเสื่อมเสียชื่อเสียง ครอบครัวไม่มีความสุข และสถานที่ทำงานปั่นป่วน เกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อเพื่อนร่วมงานและคนในองค์กรเดียวกันได้เช่นกัน
แต่คนส่วนใหญ่ที่เผลอใจไปมีกิ๊ก หรือเลือกจะมีความสัมพันธ์ทับซ้อนแบบนี้
ก็มักจะไม่คิด ไม่คิดถึงส่วนรวม ไม่คิดถึงเพื่อนร่วมงาน ไม่คิดถึงองค์กร
ที่จริงพวกเขาแทบจะลืมคิดถึงตัวเองเสียด้วยซ้ำไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ ‘เผลอกาย’ ‘เผลอใจ’ นำพาตัวเองไปอยู่ในวงจรความสัมพันธ์แบบนั้น
เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมบางคนจึงชอบมีกิ๊ก
บางคนกล่าวว่า “คนรักหรือแฟนไม่สามารถตอบสนองในสิ่งที่ต้องการได้
แต่กิ๊กสามารถมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปได้ รวมถึงคอยให้คำปรึกษาได้
เพราะบางเรื่องพูดกับกิ๊กได้ แต่พูดกับคนรักไม่ได้ เช่น ไปเที่ยวผู้หญิงมา หรือกระทั่งเสพยา
หลายครั้งบางคนทะเลาะกับสามีหรือภรรยามา ก็ได้กิ๊กเข้ามาช่วยซับน้ำตา เป็นกำลังใจในช่วงอ่อนแรงที่เสมือนกับลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลแบบนั้น
ท่าน ว.วชิรเมธีเคยกล่าวเอาไว้ว่า
“เหตุผลสำคัญที่มนุษย์ทุกคนต้องการความรักนั้นก็เพราะว่า
เราแต่ละคนไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง อะไรก็ตามที่ยังไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง
ก็มักจะต้องแสวงหาบางสิ่งบางอย่างจากภายนอกเข้ามาเสริม เข้ามาเติม เข้ามาเพิ่มพูน
เพื่อให้เรารู้สึกอิ่ม รู้สึกเต็ม รู้สึกสมบูรณ์” หรือเพราะเหตุนี้
ใครหลายคนที่มีรัก หรือคนรักแล้วก็ยังต้องการการเติบเต็ม
ด้วยคิดเสมอว่าตัวเองยังขาด หรือยังไม่มีใครมาถมให้มันเต็ม
ว่าแต่ การมีกิ๊ก มันเป็นเป็นวิธีการที่ใช่ แล้วจริงหรือ
เพราะกิ๊กกับชู้ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน เพียงแต่พอเอ่ยว่า ‘ชู้’ ก็ดูจะรุนแรงประหนึ่งถูกตะโกนด่าอยู่หน้าบ้านก็ไม่ปาน
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่คนเลี่ยงมานิยามความสัมพันธ์ที่สุดแสนจะไม่แตกต่างกันนี้ว่ากิ๊ก
แทนที่จะเป็นชู้
คำว่าชู้
หรือชู้สาวนั้น มักกล่าวอ้างในตำราเล่มเก่าๆ ในยุคที่เรายังไม่มีคำว่ากิ๊กใช้หรือมีคำใดที่กล่าวถึงกิ๊ก
แต่สมัยปัจจุบัน อย่างช้าสุดก็ปี 2547 เป็นต้นมา
เราพบคำว่าชู้ หรือชู้สาวน้อยมาก กระแสคำว่ากิ๊กเข้ามาแทนที่คำว่าชู้หรือชู้สาวซึ่งดูเป็นที่รุนแรง
และคำว่ากิ๊กก็กลายเป็นกระแสศัพท์วัยรุ่นวัยเรียนสู่คนทำงาน
สำหรับที่มาของคำว่ากิ๊ก อาจเป็นเพราะการย่อคำพูดแล้วเพี้ยนเสียงมาเรื่อยๆ
คงมาจากคำกริยาว่า “กุ๊กกิ๊ก” ซึ่งแปลว่า กระหนุงกระหนิง จู๋จี๋กัน
แล้วคงขี้เกียจพูดให้ยาวเลยย่นย่อมาเหลือแค่กิ๊กจนถึงทุกวันนี้ ตามการวินิจฉัยของคุณมยุรี
ปัทม์กชกร ก็เป็นได้
หรือเพราะมันแลดูกุ๊กกิ๊กน่ารัก
คนก็เลยอยากมีกิ๊ก
สำหรับผู้เขียน
จากการศึกษาพบข้อสังเกตว่า คำว่ากิ๊กของวัยรุ่น กับกิ๊กของวัยทำงานนั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
กล่าวคือ ในวัยเรียนนั้น กิ๊กอาจเป็นเพียงคนที่เข้ามาเป็นเพื่อนในยามเหงา
หรือที่ปรึกษาบางเรื่อง อาจมีบ้างที่ถึงขั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง
แต่สำหรับวัยทำงาน ผู้เขียนพบว่า “กิ๊ก”
เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกาย จนส่งผลกระทบกับครอบครัวได้ในที่สุด
มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ให้ข้อมูล
มักเกิดการหย่าร้าง ครอบครัวแตกแยกเพราะปัญหากิ๊ก
ดังนั้นสำหรับผู้ให้ข้อมูลเกินครึ่งเหล่านั้นแล้วจึงต่างนิยามคำว่ากิ๊กว่าไม่ต่างอะไรกับคำว่าชู้
แต่มีพัฒนาการของคำที่ดูน่ารักตามวัยรุ่น สังคมเองก็รู้สึกว่าไม่ได้รุนแรงนัก
แต่ว่าก็ว่าเถิด
แม้จะเปลี่ยนเป็นคำไหน ดูน่ารักเพียงใด แต่จิตสำนึกของผู้ที่ใช้รู้ว่ามันไม่ดี
มันก็คือไม่ดี จริงไหม?
คุณปรางรัตน์ เกียรติทรงศักดิ์ หนึ่งในผู้ศึกษาความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“การซื่อสัตย์ต่อคู่ครองเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความหนักแน่นของจิตใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะหากไม่หนักแน่นแล้ว ก็อาจจะต้องหวั่นไหวไปเรื่อยๆ
เพราะมีแต่คนชวนตบมือตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ชาย ยิ่งอายุมากยิ่งเนื้อหอม
สังเกตว่าช่วงวัย 40 ปี จะเป็นช่วงที่ผู้ชายพร้อมมากทั้งฐานะการงานการเงิน
ผู้ชายบางคนก็มาดูดีตอนอายุมากขึ้น
และเป็นที่หมายปองของสาวๆอายุน้อยกว่าที่ไม่แคร์เรื่องศีลธรรม
ถ้าผู้ชายไม่มั่นคงก็จะหวั่นไหวได้ เพราะขณะนั้นลูกๆก็โตแล้ว ภรรยาก็แก่แล้ว
สาวๆที่ไม่แคร์เรื่องการมีอะไรกับผู้ชายที่มีภรรยาแล้วมีอยู่มากจริงๆในปัจจุบัน
หลายคนคิดว่า ชีวิตที่มีคนดูแลค่าใช้จ่ายให้ เป็นชีวิตที่สะดวกสบาย
จนไม่คิดเรื่องศีลธรรม และเมื่อได้เงินมาแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักใช้ไปในการเที่ยวเตร่
หรือทำตัวเองให้สวยตลอดเวลาเพื่อผูกใจผู้ชายไว้ให้ได้
ชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่น่าเสียดายมาก เพราะเป็นชีวิตที่ไม่มีแก่นสาร
และต้องเบียดเบียนคนอื่นไปโดยปริยาย”
ฟังดูเหมือนวัยวุฒิและคุณวุฒิที่มันมาพร้อมสินทรัพย์จะทำให้ใครบางคนมีกิ๊กได้ง่ายขึ้น
ถ้าใจไม่แข็งพอ!
ข้อมูลที่ยกตัวอย่างเหล่านี้น่าจะให้ข้อคิดกับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนเองมองเห็นว่ากิ๊กเป็นปัญหาทางศีลธรรมอย่างหนึ่งของสังคมที่ทุกคนมองข้าม
และแน่นอนสังคมที่เราอยู่รวมไปถึงสังคมที่ทำงาน
ปัญหากิ๊กในที่ทำงานมีเกิดขึ้นให้เห็นมากมายหลายกรณี แต่ผู้บริหาร หัวหน้างาน HRหรือฝ่ายบุคคลก็มักหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง
เพราะยังไม่ชัดเจนว่ามันกระทบต่อการทำงานหรือไม่อย่างไร
จะลงโทษก็ไม่มีบทบัญญัติในกฎระเบียบชัดเจน หลายๆ บริษัทจึงสรุปว่า
“มันเป็นเรื่องส่วนตัว”
ปล่อยให้เป็นเรื่องซุบซิบนินทาของพนักงานถึงความไม่ชอบธรรมหลายอย่าง
แต่ก็ยังมีน้อยบริษัทที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจน
กิ๊ก อาจเป็นเรื่องสนุกในช่วงแรก แต่มักลงท้ายด้วยทุกข์ของใครอีกหลายคน
ตอบลบไม่อยากทุกข์ต้องไม่มีกิ๊ก
ตอบลบการมีกิ๊ก นอกจากจะทุกข์ที่บ้าน ยังนำพาปัญหามาสู่ที่ทำงานด้วย ซ้ำร้ายบางคนมีกิ๊กในที่ทำงาน คนรอบข้างย่อมมองไม่ดี และถูกติฉิน ปัญหาตามมาอีกไม่น้อยเลยค่ะ
ตอบลบ