หน้าเว็บ

Blogger Widgets
วรณัน พินิจดี

Secret Lover ตอนที่ 15 "เขาตบหน้าเธอต่อหน้าชู้รัก"


พร

เขาตบหน้าเธอต่อหน้าชู้รัก


พร (นามสมมุติ) เป็นกรณีตัวอย่างของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ความเจ็บปวดของพรคือการที่สามีแอบไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ไม่ยอมรับ แม้จะจับได้คาหนังคาเขา แต่เขาก็ไม่ยอมรับ หนำซ้ำยังตบหน้าเธอหลายครั้งต่อหน้าผู้หญิงคนนั้นและเพื่อนๆ


พร อายุ 33 ปี พักอยู่จังหวัดชลบุรี แต่งงานมาแล้ว 10 ปี มีลูกชายหนึ่งคน เธอทำงานในออฟฟิศของบริษัทเอกชน ส่วนสามีทำงานบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ


"เมื่อปี 2553 ฉันต้องไปทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งที่ระยอง บริษัทไม่มีรถรับ-ส่ง ตอนนั้นจึงปรึกษากับแฟนว่าจะไปทำที่นั่นเพราะได้เงินเดือนสูง และเป็นบริษัทฝรั่ง ได้ใช้ภาษาอังกฤษ โดยไปค้างที่หอพักใกล้บริษัท กลับบ้านเย็นวันศุกร์ เย็นวันอาทิตย์ก็กลับไปค้างที่หอพัก ส่วนแฟนกับลูกก็อยู่ที่บ้าน ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นอยู่ประมาณ 5 เดือน จึงเริ่มพบความผิดปกติของแฟน คือมักนั่งอยู่หน้าบ้านคนเดียวดึกๆ ไม่ค่อยเข้านอนพร้อมฉันกับลูก โดยอ้างว่า เครียดเรื่องงาน ตอนนั้นแฟนติดมือถือมาก ไม่ยอมวางไว้ห่างตัวเองเลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเขาไม่ชอบคุยโทรศัพท์ พอแอบเข้าไปดูใกล้ๆ เขาก็กดเล่นเกมในมือถือ ตอนนั้นเขาเริ่มใช้ Smart phone จึงมี function การใช้งานเยอะมาก แรกๆ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติมากมาย

ต่อมาคุณครูที่สอนพิเศษตอนเย็นให้ลูกชาย บอกด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า กลับมาพักที่นี่แล้วไป-กลับ ไม่ได้เหรอค่ะ สงสารลูกชาย คุณพ่อดูยุ่งๆนะค่ะ มารับช้าบ่อยค่ะฉันยอมรับว่าตอนนั้นไม่เข้าใจว่าคุณครูหมายถึงอะไร จนกระทั่งสัปดาห์ต่อมาคุณครูจึงพูดตามตรงว่า คุณแม่ค่ะ คุณครูสงสัยว่าคุณพ่อจะติดผู้หญิงนะค่ะ เขาปล่อยลูกชายไว้ดึกบ่อยมากค่ะ บางวันถึง 4 ทุ่มค่ะ คุณแม่ทราบหรือเปล่าค่ะฉันงงมาก และบอกว่าไม่รู้เรื่องนี้เลย ก็เห็นเขาคุยด้วยดี รับปากว่าจะดูแลลูก ตอนโทรมาหาก็บอกว่ามีกินเลี้ยงบ้างแต่ไปไม่นาน"


สิ่งที่ตอกย้ำความผิดปกติคือ รุ่นพี่คนสนิทกันมากอีกคนหนึ่งเดินมาบอกอย่างห่วงใยกับพรว่าสามีของเธอกำลังติดผู้หญิงแม้จะงงมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พรก็พยายามจะหาความจริง


"ฉันเริ่มหาข้อมูลทันที โดยสอบถามลูกชาย เพราะลูกชายโตอยู่ชั้น ป.3 แล้ว จึงพอรู้เรื่องต่างๆ ลูกชายเล่าให้ฟังว่าพ่อมักมารับช้า นอนดึก ปล่อยให้เขานอนคนเดียว ชอบคุยโทรศัพท์ และอีกหลายอย่าง ฉันมั่นใจว่าเขาติดผู้หญิงแน่ๆ และต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง แน่นอน ถ้าเปลี่ยนงานยังไม่ได้ ก็ต้องซื้อรถเพื่อไปกลับ ฉันหาข้อมูลการซื้อรถทันที และคุยกับแฟนเรื่องซื้อรถ แน่นอน เขาไม่เห็นด้วย อ้างเรื่องค่าใช้จ่าย และภาระต่างๆ มากมาย ฉันเอาเรื่องลูกมาอ้างและบอกว่าคิดถึงบ้าน พร้อมยืนยันว่าส่งได้เพราะเงินเดือนที่ได้รับมากพอที่จะได้จ่ายแน่ๆ สุดท้ายฉันก็ซื้อรถได้สำเร็จ แม้เขาจะไม่เต็มใจ


เมื่อกลับมาอยู่บ้านฉันนึกว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ ฉันเริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไป มันจริงอย่างที่คนอื่นและลูกชายบอก ฉันเปรยกับแฟน บ่อยๆ ว่า ถ้าทำอะไรผิดก็เลิกซะนะเขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และแกล้งโมโหบ้าง จนกระทั่งหนึ่งเดือนต่อมา เขาไปกินเลี้ยงกับคนที่บริษัทจนดึกประมาณห้าทุ่มกว่ายังไม่กลับและติดต่อไม่ได้ ฉันขับรถตามไปดูที่ร้านที่เขาบอกว่าจะไป ปรากฏร้านปิดแล้ว ฉันเข้าสอบถามที่ร้านว่า แขกกลุ่มสุดท้ายออกไปกี่โมง ทางร้านบอกว่าห้าทุ่มกว่า ฉันยังนึกดีใจว่าอาจสวนทางกับเขา จึงขับรถกลับบ้านก็พบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีรถเขาจอดอยู่ เขายังไม่กลับมา เขาปิดมือถือ ไม่ติดต่อกลับมาจนกระทั่งตีสี่เขาถึงกลับ


พอเขาเข้าบ้าน ฉันรีบถามว่าไปไหนมา เขาบอกเมาจึงไปนอนที่ปั้ม ฉันจึงถามต่อว่า ปั้มไหนและไม่รอช้า ฉันขับรถไปที่ปั้มน้ำมันที่เขาบอก และหลอกพนักงานในปั้มจนเขายอมตรวจสอบกล้องวงจรปิดในปั้ม ไม่มีรถทะเบียนนี้เข้ามาที่นี่เลย เราตรวจสอบตามช่วงเวลาที่ระบุแล้วแน่นอนฉันรู้ว่าตัวเองโดนหลอก และบอกตัวเองว่า ฉันต้องรู้ความจริงให้ได้พอเช้าประมาณหกโมงแฟนตื่นมานั่งหน้าบ้าน ฉันจึงถามแฟนว่า เมื่อคืนไปไหนมาเขาตอบแบบรำคาญว่า ก็บอกแล้วไงว่าไปนอนปั้มน้ำมันฉันถามต่อ ไม่รู้เหรอ ว่าปั้มน้ำมันมีกล้องวงจรปิดหลังจากฉันพูดประโยคนี้ รู้สึกได้เลยว่าเขาตัวแข็ง ซักพัก เขาก็ลุกขึ้นทำท่าโมโหและเดินเข้าห้องนอนบอกว่า 'ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ'"


เมื่อตั้งสติได้ พรก็เริ่มสืบความจริงที่เธออยากได้  โดยเริ่มโทรหาคนที่พอจะให้ข้อมูลได้ทันที คนแรกเป็นผู้ชายรู้จักมาหลายปี แต่ผู้ชายคนนั้นบอกแต่เพียงว่าไม่ทราบ ซึ่งพรมารู้ภายหลังว่าคนๆ นี้ก็รู้เห็นเป็นใจทุกอย่าง


"ฉันเปิดสมุดโทรศัพท์ที่ฉันจดทุกเบอร์มาจากมือถือแฟน หลังจากที่เริ่มสงสัย อ่านวนไปวนมาอยู่หลายรอบจึงโทรไปหาพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยคุยด้วยเมื่อตอนไปงานแต่ง เขาดูเป็นมิตรกับเราที่สุด พี่ไม่ค่อยเห็นแฟนคุณคุยกับใคร มีแค่สองคนในออฟฟิศที่คุยด้วย เป็นฝ่ายบุคคลกับบัญชี ฝ่ายบุคคลเขามีแฟนแล้วนะ ไม่น่าจะใช่แน่นอนมันเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ฉันโทรหาน้องคนที่อยู่บัญชีทันที


เมื่อโทรไปฉันกล่าวสวัสดีอย่างสุภาพ และถามว่านี่เบอร์คุณอ้อมใช่มั้ยค่ะ มีผู้ชายคนหนึ่งรับสายก่อน แล้วเขาบอกอีกคนมารับเสียงดังลอยเข้ามาในโทรศัพท์ว่า เอ๊า! มีคนโทรมา สงสัยเมียเขาโทรมามั้งฉันรอฟัง พอมีคนรับสาย ฉันจึงพูดว่า นั่นคุณอ้อมใช่มั้ยค่ะ เขาตอบว่า ไม่ใช่ฉันก็เลยว่า ขอโทษค่ะ แต่ดิฉันได้เบอร์นี้มา เป็นเบอร์คุณอ้อมนะค่ะ" ผู้หญิงชื่ออ้อมก็ตอบอย่างฉุนๆว่า ก็บอกไม่ใช่ไงฉันขอโทษ วางสายอย่างงงๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ก็ผู้ชายคนตะกี้ยังบอกว่าใช่แล้วทำไมเขาโกหก ซักพักฉันก็ตั้งสติได้ และโทรกลับไปใหม่ และก็ผู้ชายคนเดิมที่เป็นคนรับสาย"


ครั้งนี้ผู้ชายปลายสายแสดงว่าตัวว่าเป็นคนรักของผู้หญิงที่เธอโทรหา เขาเองก็แปลกใจที่เธอโทรไป แต่แล้วก็หลุดประโยคหนึ่งว่า คุณกำลังจะโทรมาเรื่องที่เรากำลังทะเลาะกันรึเปล่า?


ฉันรีบถามเขาไปว่า เมื่อคืนแฟนคุณไปงานเลี้ยงกลับมากี่โมง?" ผู้ชายคนนั้นตอบ ตีสี่ครับ" แฟนพี่ก็กลับมาตีสี่ฉันบอกเขาแบบนั้น ผู้ชายคนนั้นก็เลยว่า ผมถามมันก็ไม่บอกว่าไปที่ไหน ยังมีคนส่งข้อความมาหาแฟนผมด้วยขณะนั้น ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงชื่ออ้อมตะโกนเสียงดัง จนเสียงเข้ามาในมือถือว่า 'ก็บอกแล้วไงว่าไปบ้านพี่ฝน' ฉันรีบถามไปว่า ส่งมาว่ายังไง?ผู้ชายคนนั้นตอบว่า คิดถึง" จากใครฉันถาม  เขาตอบว่า คนชื่อ ตั้ม" ฉันนิ่งแล้วก็บอกว่า นั่นแฟนพี่เอง


เอาไงดีพี่?ผู้ชายคนนั้นถามฉัน ฉันก็เลยว่า ถามแฟนเธอว่า รักแฟนพี่มากมั๊ย ถ้ารักมากพี่จะยกให้ ให้ไปอยู่ด้วยกัน แต่ต้องย้ายออกจากชลบุรีและภาคตะวันออกไปเลย พี่ไม่อยากเจอหน้าเขาสองคนอีก หลังจากเลิกกับแฟน พี่จะส่งเมล์รูป ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัตรประชาชนพวกเขาไปทุกบริษัทในภาคตะวันออก ลองดูซิว่าจะกล้าไปทำงานที่ไหนอีก พวกเขาก็แค่ย้ายออกไปอยู่ภาคอื่นเท่านั้นเอง จริงๆตอนนั้นฉันก็แค่ขู่ ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงๆหรอก ผู้ชายคนนั้นรับทราบ ผมจะบอกเขาตามนั้นขณะที่ฉันกำลังคุยอยู่นั้น แฟนก็เดินมาดึงมือถือออกจากมือและพูดว่า 'เลิกบ้าได้แล้ว เลิกคุยได้แล้ว'"


พรได้พบความจริงในที่สุด แต่บางครั้งความจริงก็ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้น และดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตพรย่ำแย่ลง


"ฉันทะเลาะกับแฟนอยู่พักหนึ่ง เขาพูดแบบไม่สนใจความรู้สึกของฉัน และขอเลิกกับฉัน ฉันจึงขับรถออกจากบ้าน เขาไม่ตามเลย อีกทั้งยังส่งข้อความมาว่า 'หากอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข ก็ควรจะเลิกกัน' ฉันขับไปจอดที่บ้านพี่ที่สนิท เล่าให้เขาฟัง พี่คนนั้นเดินมาโอบกอดฉัน ขณะนั้นเอง คนชื่ออ้อมก็โทรมาร้องไห้ขอโทษ ฉันคิดว่าแฟนเขาคงต่อว่าเขาหนักเขาจึงโทรมา เขาบอกว่าไม่ได้มีอะไรกับแฟนฉัน และจะเลิกทุกอย่าง เขาขอโทษ ฉันรับฟังแต่ไม่เชื่อ ความเชื่อใจมันไม่มีเหลือแล้ว ฉันขับรถออกจากบ้านหลังนั้นอย่างไม่มีจุดหมาย เสียใจมากที่แฟนไม่สนใจใยดี ไม่ได้สำนึกผิด ฉันไม่รู้จะไปไหน ไปหาเพื่อนก็อาย ไม่อยากให้รู้ว่าเรามีปัญหา ไปนอนโรงแรมก็ไม่กล้า สุดท้ายฉันไปจอดรถที่ปั๊มน้ำมัน ปั๊มที่แฟนเคยหลอกว่า ไปนอนที่นั่น ฉันอยู่ในรถทั้งคืน ร้องไห้และทบทวนเรื่องราวต่างๆ


จำได้ว่าเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉันเคยไปดูหมอ หมอดูเขียนใส่กระดาษบอกว่า แฟนจะมีผู้หญิงเข้ามาหาปลายปีนี้ ส่วนจะเลิกกันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับแฟน แต่ที่แน่ๆคือจะมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตแน่นอน ฉันพยายามเข้าใจว่ามันเป็นเพราะโชคชะตา แต่ก็คิดว่าทุกอย่างคงจบแล้ว ฉันวางแผนว่าจะทำยังไงดี ถ้าไม่มีเขา ลูกจะไปโรงเรียนยังไง ใครจะดูแล นอนคิดวนไปวนมาจนเช้า ฉันจึงไปนั่งเล่นริมสระน้ำที่ปั๊มนั้น จนกระทั่งสายๆ ประมาณสิบโมง แฟนจึงโทรมาหาสองครั้ง ฉันรับสาย เขาถามเรียบๆว่าอยู่ที่ไหน กลับมาบ้านมาคุยกันก่อน ฉันบอกว่าอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน เขาจึงพาลูกมาหาและชวนกลับบ้าน เขาไม่ได้มีท่าทีสำนึกผิด และบอกแค่ว่าทุกอย่างจบแล้ว เลิกพูดเรื่องนั้น เรากลับมาอยู่ด้วยกันต่อ แต่ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิม ฉันไปแอบดูที่บริษัทเขา และสั่งห้ามเขา ไม่ให้ไปงานเลี้ยงต่างๆ แม้เขาจะไม่ไป แต่เขาก็ดูอึดอัดและพยายามจะออกไป แต่ติดที่กลัวฉันจับได้อีก


เขาบอกเลิกฉันบ่อยมาก แต่ฉันก็พยายามอดทน เพราะต้องให้ผ่านพ้นปีนั้นไป ทุกอย่างจึงจะกลับมาเป็นปกติ ฉันใช้เวลาสามเดือน มองดูเขาอย่างเจ็บปวด เขาไม่เหมือนเดิม และฉันเองก็ใช้เวลาสามเดือนทั้งให้โอกาสเขา และทำใจหากจะมีอะไรเลวร้ายกว่านี้ คนที่คอยปลอบโยนและให้กำลังใจฉันไม่ใช่ใคร แต่เป็นลูกชาย ตอนนั้นเขาอยู่ ป.3 เขาร้องไห้ที่เห็นแม่ร้องไห้ เขาขอว่า 'แม่อย่าร้องไห้ได้ไหม ผมเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแม่ร้องไห้' ฉันต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อให้ลูกสบายใจ แต่มันก็ทำยาก"


สิ่งยึดเหนี่ยวทางใจเดียวที่พรเหลืออยู่ก็คือลูก ลูกอาจช่วยให้เธอเข้มแข็งขึ้นได้บ้างในบางโอกาส แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง เพราะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีก็ไม่เคยมีความซื่อสัตย์เลย


"แล้ววันที่เลวร้ายก็มาถึง วันนั้นเป็นวันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม ปี 2553 ขณะที่ฉันกับครอบครัวไปกินเอ็มเค ลูกน้องของแฟนก็โทรมาชวนไปกินเลี้ยงแผนก เขาร้อนรนอยากไปและบอกว่าขอซื้อเหล้าไปให้ลูกน้องแล้วจะกลับ ฉันบอกว่าถ้าไปแป๊บเดียวก็ไปด้วยกันก็ได้ รอได้ จะได้ไม่ต้องวิ่งรถไปมาให้เสียเวลา แวะไปแล้วกลับพร้อมกัน เขาพยายามต่อรองแต่ฉันไม่ยอม เขาหงุดหงิดมาก แต่ก็ต้องให้ฉันไปด้วย ระหว่างที่เขาไปซื้อของ ฉันก็แวะไปซื้อกล้องดิจิตอล แล้วเราก็ไปที่ร้านอาหารพร้อมกัน แต่เขาไม่อนุญาตให้ฉันกับลูกเข้าไปที่ร้าน เขาหายไปประมาณครึ่งชั่วโมง ลูกน้องคนหนึ่งของเขาก็เดินมาทักทาย เป็นน้องผู้ชายที่เคยไปเยี่ยมที่บ้าน เราคุยกันสักพักน้องคนนั้นก็เอ่ยปากขอให้แฟนไปเที่ยวต่อด้วย ฉันจึงอนุญาต จากนั้นแฟนกลับไปส่งฉันกับลูกที่บ้าน


แฟนออกจากบ้านอย่างร่าเริง พอเขาขับรถออกไปฉันจึงโทรไปหาน้องผู้ชายคนนั้นบอกว่า 'พี่ตั้มไปแล้วนะ กินกันที่ร้านไหนเหรอ' น้องผู้ชายคนนั้นทำท่าอึกอัก อยู่ๆเขาก็บอกว่า พี่เขาไม่ได้มากินกับผมครับ ผมขอโทษจริงๆที่โกหกฉันเริ่มใจเต้นแต่ระงับอารมณ์ถามน้องดีๆว่า แล้ววันนี้มีใครไปกินที่ไหนมั่งละน้องผู้ชายแนะนำผับที่คิดว่าแฟนคงจะไป ฉันจึงเล่าให้น้องชายกับน้องสะใภ้ฟัง และบอกว่าจะออกไปดูซะหน่อย น้องชายสั่งให้น้องสะใภ้นั่งรถมาเป็นเพื่อน ก่อนออกจากบ้านฉันปักธูปเก้าดอกที่ศาล และบอกปู่ที่ศาลว่า ปู่ค่ะ หนูพร้อมที่จะเห็นทุกอย่าง ขอให้หนูเจอแบบคาหนังคาเขานะค่ะ ทุกอย่างจะได้จบซะที หนูไม่อยากทรมานแบบนี้แล้วฉันก็ขับรถไปที่ร้าน ก็เห็นรถแฟนจอดอยู่ที่นั่น ซึ่งคืนนั้นคนไปที่ผับเยอะมาก เนื่องจากเป็นวันเสาร์และใกล้ปีใหม่ด้วย


ฉันเดินเข้าไปดูในผับ ส่วนน้องสะใภ้ขอรออยู่ข้างนอก ฉันเดินตามหาเขาเป็นชั่วโมงก็ไม่เจอ เพราะคนเยอะมาก จึงออกมาบอกน้องสะใภ้ว่ายังไม่เจอ น้องสะใภ้บอกว่าไม่ต้องไปตามหรอก เขาออกมาสูบบุหรี่ข้างนอกสองครั้งแล้ว แสดงว่าเขาต้องนั่งแถวนี้ และครั้งที่สองที่ออกมา เขามานั่งคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง นุ่งกระโปรงสั้น น่าจะเป็นชุดฟอร์มออฟฟิศ แต่คุยไม่นานผู้หญิงคนนั้นก็รับโทรศัพท์และเดินไป ฉันจึงเดินเข้าไปในร้านดูคนที่นั่งโต๊ะแถวทางออก เจอแฟนกำลังเดินออกมาจึงรีบวิ่งหลบออกมา รออยู่นานเขาก็ไม่ออกมา จึงคิดว่าเขาไปเข้าห้องน้ำ ฉันจึงเข้าไปดูใหม่ เดินไปบริเวณใกล้ๆหน้าเวที ภาพที่เห็นตอนนั้นคือ มีผู้หญิงนั่งบนตักของแฟนฉันอยู่ ส่วนแฟนก็สูบบุหรี่และยิ้มอย่างมีความสุข ฉันรีบคว้ากล้องที่เพิ่งซื้อมา ตั้งท่าจะถ่ายวิดีโอ แต่มีคนเดินไปมาตลอดเวลา ฉันจึงต้องขยับเข้าไปใกล้ๆ ผู้หญิงที่นั่งตักเขาหันมาเห็นพอดี จึงเอามือปิดหน้า


ฉันโมโหจึงเดินไปตบหน้าผู้หญิงคนนั้นจนหน้าคว่ำ เพื่อนของผู้หญิงคนนั้นหยุดเต้นแล้วจะมารุมฉัน เขาจึงพูดว่า ก็เข้ามาซิแฟนฉันจูงมือลากฉันออกไปข้างนอก ลากโดยไม่สนใจว่าฉันจะเจ็บหรือไม่ จากนั้นเขาก็ดุด่าว่าฉัน แน่นอนฉันเถียงพร้อมกับร้องไห้ว่าทำไมทำแบบนี้ ไหนว่าจะเลิกทำแบบนี้ เลิกยุ่งกับผู้หญิงคนนั้น เขาว่าฉันเข้าใจผิด เราทะเลาะกันเสียงดัง ผู้หญิงพวกนั้นก็ตามมาดูด้วย แฟนฉันโมโหตบหน้าฉัน ฉันก็ตบคืน เขาบอกว่า ต่อไปนี้ไม่ต้องมายุ่ง เราเลิกกัน ไม่ต้องคอยมาตาม น่าเบื่อน่ารำคาญฉันเถียงบอกว่า ไม่ต้องปากดีประกาศต่อหน้าคนอื่น ยังไงมันก็ต้องเลิกกันแน่นอนเขาตบหน้าฉันอีกครั้ง ฉันก็ตบหน้าเขาคืน และบอกเขาว่า ถ้าเขาตบหน้าฉัน ฉันก็จะตบหน้าเขาอีก เขาโมโหปามือถือทิ้ง และเดินออกไปขับรถ ผู้ชายคนหนึ่งเดินมาหาฉันบอกว่า คุณทำเกินไป ที่คุณตบนะแฟนผมนะ มันไม่มีอะไรฉันหัวเราะทั้งน้ำตา พูดว่า คุณนี่ใจกว้างนะ ให้แฟนตัวเองไปนั่งตักผู้ชายคนอื่น คุณรู้ไหม ฉันไม่ใช่ผู้หญิงไร้การศึกษาที่จะมาใช้กำลังโดยไม่มีเหตุผล แต่ฉันขอให้คุณไปเช็คให้ดีก่อนว่า กลุ่มของเพื่อนคุณทำอะไรกันบ้าง ที่อ้างว่าเพื่อน เขาไปไหน ทำอะไร ครั้งสุดท้ายที่ไปกินเลี้ยงกันกับแฟนฉัน แฟนฉันหายไปถึงตีสี่กับน้องคนชื่ออ้อม แล้วอ้างว่าไปอยู่บ้านแฟนคุณ แถมฉันยังได้คุยกันแฟนของน้องคนนั้น จนเรารู้ว่าแฟนของเราต่างแอบเป็นกิ๊กกัน คุณเคยรู้เรื่องนี้ไหม เหตุการณ์ก่อนวันนี้ ฉันไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร เพราะฉันไม่เคยเห็นหน้ามันผู้ชายคนนั้นหันไปด่าแฟน กูบอกมึงแล้วใช่มั๊ยว่าอย่าเล่นให้มาก อย่าไปนั่งตักผู้ชายคนอื่นฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าตบผิดตัว เพราะไม่เคยเห็นหน้ากิ๊กของแฟน คนชื่ออ้อมที่เป็นกิ๊ก นั่งตักแฟนฉันก่อนหน้านี้ แล้วสลับไปเต้น ให้เพื่อนตัวเองมานั่งตักแฟนฉันแทน นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้ในเวลาต่อมา แต่ภาพที่เห็นมันช่างบาดตาบาดใจนัก


จากนั้นกลุ่มนั้นก็ถอยห่างออกไป แฟนฉันขึ้นรถและถอยรถออกมาทางฉัน จนเกือบชนฉัน โชคดีมีรถอีกคันจอดเกินรถคนอื่นมา ท้ายรถเขาจึงไปชนกับรถคันนั้น พนักงานที่มีหน้าที่โบกรถเขาไปเคาะกระจกและต่อว่าทันที หน้าตาพนักงานเอาเรื่องมาก เขาโมโหตั้งแต่เห็นแฟนฉันตบหน้าฉันแล้ว แต่ฉันไม่ขอความช่วยเหลือจากเขา เขามองอย่างโมโห สะบัดหน้าแล้วพูดว่า โธ่โว้ย!คราวนี้เขาจึงไม่ยอม แฟนฉันลงไปขอโทษขอโพย เจรจากันอยู่นาน ฉันจึงเดินไปบอกพนักงานคนนั้นว่า พี่ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ หนูไม่เป็นไร ขอบคุณพี่มากที่พยายามจะช่วยพนักงานคนนั้นพูดอย่างหงุดหงิดว่า มีที่ไหนทำร้ายผู้หญิง ตบตั้งหลายที มันใช้ไม่ได้หลังจากเคลียร์กันพักนึ่ง แฟนฉันจ่ายเงินไปเท่าไหร่ไม่รู้ เขาก็ขับรถออกจากร้านด้วยความเร็ว ฉันกับน้องสะใภ้ก็ขับรถกลับบ้าน น้องสะใภ้บ่นว่า 'ถ้าไม่เห็นกับตา จะไม่เชื่อเลยว่าคนเรียบร้อยอย่างพี่ตั้มจะกล้าตบหน้าเมียต่อหน้าคนอื่น'"


รอยช้ำที่ใบหน้าคงไม่ทำให้พรเจ็บเท่ากับบาดแผลในหัวใจ...


"กลับมาถึงบ้าน ไม่เห็นเขาเลย แต่ฉันไม่สนใจถือว่าทุกอย่างสิ้นสุดลงไปแล้ว น้องชายมองที่หน้าและบอกหน้าเป็นแผล ฉันบอกช่างมันเถอะแล้วก็ไปอาบน้ำนอน จนเช้าแฟนก็ไม่กลับมา ฉันรู้ว่าเขาไม่มีมือถือเพราะมือถือเขาพังไปแล้ว ฉันเก็บซากมันมากองไว้ที่โต๊ะ สายๆฉันจึงโทรไปหาพ่อแฟน แต่ไม่มีคนรับ ฉันจึงโทรไปหาญาติเขาอีกคนที่อยู่บ้านติดกัน ฉันเล่าทุกอย่างให้เขาฟังและบอกว่า คราวนี้เลิกกันแน่นอน ญาติคนนั้นบอกว่าเห็นรถจอดอยู่แต่ยังไม่เห็นคน น่าจะยังไม่ตื่น ฉันจึงฝากบอกว่าถ้ายังไงให้กลับมาทำเรื่องหย่าให้เรียบร้อย


ตอนเย็นวันนั้น เขาโทรมาขอโทษ ฉันไม่ยอมรับและบอกว่าขอหย่าให้กลับมาทำเรื่องเรียบร้อย เขาบอกว่าถ้าไม่ให้อภัยเขาจะไม่กลับไปให้เห็นหน้าอีก ฉันถามเขาว่า ถ้าเธอตายฉันควรจะเสียใจเหรอ ถ้าลูกมีพ่อเลวๆ อย่างนี้อย่าให้มีซะดีกว่า" แล้วฉันก็วางสาย


เช้าวันจันทร์ ฉันยังไปทำงานตามปกติ ทำตัวปกติทุกอย่าง และรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่ตัวเองเป็นอิสระ หลังจากที่ทุกอย่างอึมครึมมานาน ตอนเย็นวันนั้น ฉันเลิกงานมาก็เจอรถจอดอยู่ ฉันคิดว่าเขาคงมาเก็บของ เขาใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้น หลังจากที่ฉันเดินเข้าไปในบ้าน กำลังนั่งอยู่กับพื้น เขาก็เข้ามานั่งลงต่อหน้า ขอโทษและร้องไห้ ฉันไม่ยอมให้อภัยและบอกว่า มันสายไปแล้ว โอกาสมันมีมาสามเดือนแล้ว แต่หลังจากวันที่เธอตบหน้าฉันมันจบแล้ว เราต่างก็หมดรักกัน มันไม่ควรจะอยู่ร่วมกัน เธอบอกฉันแบบนั้นมาหลายครั้ง ตอนนี้ได้สมใจแล้วน่าจะดีใจนะ ชีวิตของเธอจากนี้ไปจะมีแต่การเริ่มใหม่ เพราะเธอรักเด็ก จากนี้ไปอีกสิบปีเด็กคนนั้นก็จะอายุเยอะ เธอก็จะเลิกกับเขาแล้วไปมีคนใหม่ เราต่างคนก็มีวัตถุประสงค์ในชีวิตที่แตกต่างกัน ฉันต้องการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว แต่เธอต้องการอะไรฉันไม่รู้ เราไม่ได้รักกันแล้ว ต่างคนต่างไปจะดีกว่า


ฉันลุกไปนั่งที่โซฟา เขาคุกเข่าร้องไห้ และบอกให้เห็นแก่ลูก เขาเอามือฉันตบหน้าเขา ตบให้เหมือนกับที่เขาทำกับฉัน ลูกตัดสินใจอยู่กับฉันลูกเข้าใจและรับรู้ทุกอย่าง ถ้าจำเป็นฉันจะส่งเขาไปอยู่กับตายายที่ต่างจังหวัด เธอรีบเก็บของก่อนที่ลูกจะเลิกเรียนพิเศษกลับมาเถอะฉันออกจากบ้านขี่รถจักรยานยนต์ไปรับลูกที่กำลังเรียนพิเศษอีกซอย กลับมาอีกทีเขาก็ยังอยู่ เขาทำเหมือนปกติและบอกว่าจะไม่ไปไหน วันต่อมาเขาชวนฉันไปที่ศาลและปักธูปเก้าดอก บอกกับศาลปู่ว่าจะเลิกเหล้า จะทำตัวให้ดี ฉันตกใจมากที่เขากล้าพูด แต่หลังจากวันนั้นฉันก็ยังขอเลิกกับเขาทุกวัน เขาเปลี่ยนตัวเองไม่ไปกินเหล้า กลับบ้านตรงเวลา"


พรเล่าว่าปัญหาครอบครัวครั้งนี้ส่งผลกระทบเรื่องงานมากมาย เธอไม่มีสมาธิในการทำงานเลย แม้จะไปทำงานทุกวันแต่ก็เครียด ช่วงไหนทะเลาะกันตอนกลางคืน พรแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย หลายครั้งจิตใจของเธอก็จดจ่ออยู่กับการแอบไปดูเขาที่โรงงานเพื่อสืบหาความจริง ส่วนสามีของเธอเองก็ขาดงานบ่อย และเมื่อมีคนรู้เรื่องของเขามากขึ้น ก็เริ่มเข้าหน้าใครไม่ติด ลูกน้องที่รู้เรื่องก็เสื่อมศรัทธา เขากลายเป็นคนไม่คุยกับใคร และอายจนต้องหางานใหม่


"แม้เวลาจะผ่านมาสองปี แต่พูดได้เลยว่าฉันยังเจ็บปวดอยู่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ความไว้ใจไม่มีเหลือ อยู่ไปแบบที่คิดเสมอว่าหากวันไหนต้องเลิกกันก็จะไม่เสียใจ 'ฉันไม่เหลือศรัทธาในชีวิตคู่' นั่นเป็นคำที่ฉันบอกกับใครๆ รวมทั้งแม่ของตัวเอง ฉันตั้งใจทำงานมากขึ้น ตั้งใจใช้หนี้ให้หมด เลิกแต่งตัว เลิกฟุ่มเฟือย และทำประกันชีวิตเงินออมมากขึ้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฉันตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และต้องยืนหยัดให้ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง เมื่อวันที่ชีวิตเปลี่ยนไป ที่สำคัญ ต้องรักตนเองเพื่อลูก ถึงไม่มีแฟนเราก็ต้องยังต้องเลี้ยงลูกให้ดีให้ได้ ฉันคิดแบบนั้น ฉันจึงไม่มีเวลามานั่งฟูมฟายว่าเขาไม่รัก หรือแม้แต่จะทำร้ายตัวเอง ตรงกันข้าม ฉันต้องทำชีวิตตัวเองให้มันดี เพื่อให้ลูกภูมิใจในแม่ของตนเอง และที่สำคัญฉันมองว่าน่าจะเป็นเวรกรรมที่ตนเองก็เคยแอบคุยกับผู้ชายคนอื่น เหมือนเคยนอกใจเขา กรรมก็เลยสนอง สนองแบบรุนแรงเลย ต่อไปนี้ก็คงจะรักษาศีลข้อสาม ข้อกาเมนี้อย่างเคร่งครัด จะได้จบสิ้นกันไป ไม่ต้องมีเวรมีกรรมต่อกันอีก เข็ดแล้วการผิดศีล ตอนนี้ก็ได้แต่บอกแฟนว่า หากอยากมีคนใหม่ก็บอกตามตรง มีรักก็มีหมดรัก ทุกอย่างเป็นอนิจจัง อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้"


เรียนรู้จากเรื่องของพร


พรก็เป็นอีกคนที่ต้องเปลี่ยนงานเพราะปัญหากิ๊ก ขาดสมาธิในการทำงาน เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นตั้งแต่เธอทำงานที่บริษัทเก่า จนเธอเองต้องเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในชีวิต

ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต แม้แต่ชีวิตคู่ที่เราคาดหวังให้สวยงาม พรเรียนรู้มันด้วยตัวเธอเอง แม้เธอพยายามทุ่มเททำงานเพื่อครอบครัวก็ตาม หากเธอปล่อยช่องว่างระหว่างชีวิตคู่ มันก็เป็นซอกเล็กที่ให้บุคคลที่สามเข้ามาได้เสมอ

บทเรียนกิ๊กครั้งนี้สอนให้พรใช้ชีวิตอย่างระวัง และยืนให้ได้ด้วยลำแข็งอย่างแท้จริง เพื่อคนสำคัญที่สุดในชีวิต คือ “ลูก” แน่นอน ชีวิตคู่ของพรยังคงดำเนินต่อไป

แต่ความไว้วางใจและรูปแบบการดำเนินชีวิตคงไม่มีวันเหมือนเดิม

“อย่ามัวแต่เสียเวลาฟูมฟายเมื่อเกิดปัญหา ใช้สติตรองว่า แล้วจะทำอย่างไรต่อ เมื่อคุณคิดออก มันก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป”


1 ความคิดเห็น :

  1. ไม่ระบุชื่อ11 ธันวาคม 2557 เวลา 03:22

    เขียนเหมือนเรื่องจริงเลยเป็นกรณีศึกษารึป่าวอ่านแล้ววางไม่ลง

    ตอบลบ