วรณัน พินิจดี
แมน
เขาอภัยเธอทุกอย่าง แต่เธอก็ยังเป็นภรรยาผู้ปันใจ
คุณแมน
(นามสมมุติ) เป็นผู้ชายผิวขาวที่ดูเผินๆ ก็คงเป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก แต่หากได้ทำความรู้จักมากขึ้นจะได้ทราบว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนใจดีอย่างไม่น่าเชื่อ
และยิ่งเมื่อได้ทราบเรื่องราวชีวิตก็ยิ่งจะได้รู้ว่าผู้ชายคนนี้ต้องอดทนมากแค่ไหนที่ต้องทนเห็นคนที่ได้ชื่อว่าเมียของตนเองไปร่วมหลับนอนกับผู้ชายอื่น
ตั้งท้องกับชายอื่น จดทะเบียนสมรสกับผู้ชายอื่น เปลี่ยนผู้ชายหลายคน ปรนเปรอพวกเขา
แต่เขาก็ยังให้อภัยเธอ
แมนมักจะมีอารมณ์ขันเฮฮาเมื่อพูดถึงการแต่งงานครั้งที่สอง
เพราะแม้จะถูกคลุมถุงชนจากพ่อแม่
แต่เขาเองก็อดขำเรื่องของตนเองไม่ได้ที่ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักเพื่อเอาใจพ่อแม่
เพราะการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เป็นเด็กสาวละแวกบ้านที่ไม่ได้เจอกันร่วมสิบปี
แต่เมื่อเอ่ยถึงความรักในอดีตแมนจะเริ่มเหม่อลอย แววตาหม่นเศร้า
"ผมเป็นคนทางภาคอีสาน มาทำงานที่ภาคตะวันออก ก็มาเจอกับแฟน
คบกันเพียงเดือนเดียวก็แต่งงานกัน หลังแต่งงานผมย้ายเข้าไปอยู่บ้านแฟน
ผมทำงานโรงงานเป็นฝ่ายผลิตทั่วไป ผมเป็นคนหน้าตาธรรมดาๆ ส่วนแฟนหน้าตาดี
ทำงานลักษณะลูกค้าสัมพันธ์ในศูนย์รถยนต์ ต้องดูแลลูกค้า มีคนโทรมาติดต่อกันมากมาย
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าเป็นงานของเขา พออยู่ด้วยกันได้ประมาณสองปี
ผมก็มีไปกินเหล้ากับเพื่อนบ้าง ส่วนแฟนก็เริ่มออกไปค้างข้างนอก ครั้งละวันสองวัน
แฟนบอกว่าไปเรื่องงาน ไปค้างต่างจังหวัด แต่พอบ่อยๆ เข้าผมก็เริ่มเอะใจ จึงเริ่มสอบถามแฟนบ้าง เราก็เลยทะเลาะกัน หลังๆ
แฟนเริ่มไปค้างเป็นสัปดาห์เลย ครั้งที่เกิดเรื่องใหญ่ๆ คือแฟนหายไปเป็นสัปดาห์
ติดต่อไม่ได้เลย
แฟนผมปิดมือถือ พอติดต่อได้แฟนกลับให้ผู้ชายคนหนึ่งคุยกับผม
บอกว่าเป็นแฟนใหม่เขา แฟนผมบอกว่า เขาจะไม่กลับมาอยู่กับผมแล้ว
เขาจะอยู่กับแฟนใหม่ แต่พอผมไปบอกพ่อกับแม่ของแฟนว่าจะย้ายออกไปแล้วนะ
พ่อกับแม่เขาก็ไม่ยอม แล้วพ่อกับแม่ของแฟนก็ไปตามแฟนกลับมาเอง ตอนแฟนกลับมาผมไม่โกรธนะ
จริงๆ ผมดีใจมากเลยที่เขากลับมา งงตัวเองเหมือนกันว่าดีใจมาก
ตอนเขาไม่อยู่ข้าวไม่ค่อยกินนะ เลิกงานมาก็เข้าห้องเก็บตัว
เลิกงานกลับมาเห็นที่นอนเห็นเสื้อผ้าเขาก็คิดถึงเขา นอนไม่ค่อยหลับ
พ่อแม่เขาเรียกกินข้าว ผมไม่กิน ช่วงนั้นผมผอมมาก ส่วนพ่อแม่ของผมเองก็รู้เรื่องนี้
เพราะผมโทรไปเล่าให้ฟัง พ่อแม่ผมก็บอกว่า ‘ถ้ามันไม่ไหวก็กลับบ้านเรา
ไม่ต้องอยู่หรอกถ้าผู้หญิงเขาไม่ดีจริงก็กลับบ้านเราเถอะ’ เขาบอกอย่าไปทนอยู่
พ่อแม่ให้กลับตลอด แต่ผมไม่กลับ"
แมนคงเป็นหนึ่งผู้ชายที่มั่นคงในความรักมาก เขาถึงได้ยอมให้อภัย
แม้ผู้หญิงของเขาจะไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่น
"พอแฟนกลับมา เราก็ไม่ค่อยได้คุยกันหรอก
เขาพูดเองว่ากลับมาเพราะพ่อแม่ตามให้กลับมา ส่วนเขากับผมคือเลิกกัน
แต่ว่าอยู่ด้วยกันเฉยๆ กลับมาก็เหมือนว่าให้คนอื่นมองว่าเป็นครอบครัว
ไม่ได้ว่าเลิกรากัน พอกลับมาสักพักเขาก็ตั้งท้อง เราดีใจจนลืมคิดไปว่า
เราไม่ได้นอนกับแฟนมานานมาก แล้วเขาจะตั้งท้องกับผมได้อย่างไร
แฟนผมเขาก็พูดเองเลยว่า 'ไม่ใช่ลูกตัวเองจะดีใจทำไม' เขาบอกลูกในท้องเป็นลูกแฟนใหม่เขา
ตอนนั้นรู้สึกไม่ดีเลย เสียใจ แต่เราก็ยังช่วยเหลือเขาทุกอย่าง ทำหน้าที่เป็นสามี
เป็นพ่อของลูกทุกอย่างเพราะความรักที่มีต่อเขา ยินดีให้อภัยเขา
และคิดว่าถ้าเราเลิกกับเขาตอนนี้ เด็กเกิดมาก็ไม่มีพ่อ แล้วเด็กจะเป็นยังไง
ส่วนแฟนก็คุยโทรศัพท์กับแฟนใหม่เขาตลอด ผมก็ปล่อยให้เขาคุย
ขอแค่ให้ตัวเขายังอยู่กับเรา พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาพอใจ
จนเขาคลอดลูกออกมาเป็นลูกสาว ผมก็เลี้ยงดูเหมือนลูกผม
หลังจากแฟนคลอดลูก ผมกับพ่อของเด็กก็มาคุยกัน นั่งคุยกันดีๆ
ไม่ได้ชกต่อยกัน เขาบอกว่าเขารู้ว่าเด็กเป็นลูกเขา แต่ถ้าเรารับได้
รักแฟนมากขนาดนี้เขาก็จะยอมจากไป จะไม่ติดต่อกลับมาอีก เขาบอกว่าฝากดูแลลูกด้วย
ผมก็รับปากจะดูแลเด็กเป็นอย่างดี เหมือนเป็นลูกของผม จะไม่บอกใครว่าไม่ใช่ลูกผม
จากนั้นเขาก็ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย ผมคิดว่าเขาคงไม่อยากรับผิดชอบเด็ก
เขาถึงกล้าฝากเด็กไว้กับผม ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ลูกผม หลังๆ
ผมถึงรู้ว่าแฟนผมกับพ่อของเด็กไปหย่ากันแล้ว จริงๆ ตอนที่แต่งงานกับผม
เราแค่จัดพิธีแต่งงาน แต่เราไม่ได้จดทะเบียนสมรส
แต่พอเขาหนีไปอยู่ด้วยกันจนท้องกลับมาเขาแอบไปจดทะเบียนสมรสกันอีกที"
แมนคือผู้ชายที่อดทนที่สุดนั่นเป็นความจริง
และเหนืออื่นใดเขาคือที่พร้อมจะให้อภัยและลืมอดีตคนที่เขารักได้เสมอ
อยู่ที่เธอเท่านั้น ว่าจะมีสิ่งใดบ้างอยู่ในหัวใจ
"จากนั้นมาครอบครัวก็ดีขึ้น มีความสุข ผมก็เลี้ยงดูลูกมาตลอด
เด็กค่อนข้างติดผม วิ่งตาม เวลาผมจะไปทำงานต้องให้ยายมาอุ้มไปที่อื่น
แต่เด็กไม่ค่อยติดแม่เขา แต่พอลูกได้ประมาณสามขวบ
แฟนผมเขาก็เริ่มเป็นเหมือนเดิมอีก เรามองอาการแบบนี้ออก เขาคุยโทรศัพท์บ่อยขึ้น
เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า เห็นแฟนผมไปกินข้าวกับคนนั้นคนนี้
ผมเองไม่มีหลักฐานก็ไม่กล้าไปถามเขา ส่วนคนที่เพื่อนมาบอกว่าไปกินข้าวกับแฟนผมนั้น
ผมก็รู้จักเขานะ เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน เคยมานั่งกินเหล้าด้วยกัน ตอนนั้นแฟนเราไปด้วย
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมไปกินข้าวกับเพื่อน แล้วแฟนผมก็มากับผู้ชายคนนั้น
เรามาเจอกันที่ร้านอาหาร ผมเลยเดินไปถามแฟนผมว่า “ตกลงคนนี้ใช่มั้ย
ที่คนอื่นมาเล่าให้ฟัง” แฟนผมก็ตอบว่า “ใช่!” หลังจากนั้นเราก็ทะเลาะกัน แฟนบอกผมว่า
ถ้าทนไม่ได้คุณก็ออกไป เขาต้องการชีวิตใหม่ อยู่กับแฟนใหม่ เขารักแฟนใหม่
เขาไม่ได้รักผมเลยตั้งแต่ท้อง เขาบอกว่าผมหมดหน้าที่แล้ว เลี้ยงลูกมาโตแล้ว
เขาจะมีคนใหม่ แล้วคนนี้คือคนใหม่ของเขา แฟนถามผมว่า “เมื่อไหร่จะย้ายออกไปสักที”
เขาจะได้พาแฟนใหม่เขามาอยู่บ้าน
แฟนผมรักคนใหม่มากกระทั่งซื้อรถให้คันหนึ่งเลย ผมเคยชวนแฟนซื้อรถ เขาก็บอกไม่ซื้อ
แต่ผมเห็นทะเบียนรถ ใบคู่มือรถ ผมเลยถามเขาว่า “อ้าว!
ไปซื้อรถมาตอนไหน” เขาบอก “ซื้อมาได้เดือนหนึ่งแล้ว” ผมก็ถามเขาว่า “แล้วรถไปไหน”
เขาบอกเขาให้แฟนใช้
เราเลยงง ถามตัวเองว่า “แล้วเราไม่ใช่แฟนเขาเหรอ”
แมนเริ่มหมดใจทีละน้อยทีละน้อย
แต่เขาก็ยังเป็นผู้ชายที่อดทนที่สุด
"ครั้งนี้ผมเข้มแข็งขึ้น ผมเลยตัดสินใจคุยกับเขาว่า
ในเมื่อชีวิตคู่มันไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราก็แยกทางกันดีกว่า
ตอนที่คุยนั้นมันต้นเดือน ผมเลยบอกเขาว่าสิ้นเดือนผมหาห้องได้
ผมจะย้ายข้าวของออกไปจากบ้านเขา เขาบอกว่า “ถ้าหาห้องไม่ได้เขาจะไปช่วยหา”
ส่วนกับแฟนคนใหม่เขา ผมก็มีทะเลาะกันนะ
ทะเลาะกันเป็นเรื่องเป็นราวกันเลย เพราะเขามาหาเรื่องผมที่บ้าน เขาจะไปไหนมาไหนกัน
เขาก็มารับหน้าบ้านเลยนะ น้องสาวแฟนจะมาห้ามผมไม่ให้ออกไป
ปิดบ้านปิดไฟไม่ให้ผมออกไปเลย ส่วนทางแฟนผมก็ไปห้ามแฟนใหม่เขา ผมบอกเขาว่า “ไม่ต้องมาหาเรื่อง”
พักหลังผมก็เออ!
รับก็รับไปในเมื่อเรามีความคิดว่า “เราจะแยกกัน เราจะเลิกกัน
คุณจะทำยังไงก็เรื่องของคุณ ผมไม่สนใจแล้ว”
พอถึงสิ้นเดือนผมก็หาห้องได้ วันที่ย้ายห้อง ตอนผมกำลังเก็บข้าวของ
แฟนผมร้องไห้พูดกับผมว่า “ไม่ต้องไปได้ไหม เรามาคบกันใหม่ได้ไหม” ผมบอกว่า 'ไม่!
มันพอแล้วมันเกินพอแล้ว คุยกันตอนแรกคุณตกลงว่าจะมีแฟนใหม่ คุณรักแฟนใหม่
ผมก็หลีกทางให้แล้วไง เราอยู่กันไม่ได้ เราก็แยกกันไป หลีกทางให้คุณ
คุณก็อยู่กับแฟนใหม่ไปเถอะ ผมอยากใช้ชีวิตของผมเอง มีอิสระ' จากนั้นเลยเลิกรากัน"
การตัดสินใจครั้งนี้ในชีวิตของแมนดูเหมือนจะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดี
แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนเยื่อใยและสายใยบางอย่างที่ทำให้ยังโหยหาอดีต
"แรกๆ ที่เลิกกันแล้วผมไม่โทรเลยนะ หลังจากเดือนแรก
ผมโทรไปหาแม่เขาขอคุยกับลูก ลูกก็คุยด้วย คุยตามปกติธรรมดา
แม่เขาถามจะคุยกับแฟนไหม ผมบอก 'ไม่คุย' พักหลังแฟนก็เลยโทรมาเองว่า
ถ้าไม่อยากคุยก็ไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรก็โทรหาลูกบ้าง เพราะเด็กไม่รู้เรื่องอะไร
ผมก็โทรหาลูก ทุกวันนี้เขาก็โทรมาหาผม พูดคล้ายๆว่า ง้อเรา พูดดีทุกอย่าง
ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ลูกสบายดี กลับมาอยู่เหมือนเดิมได้ไหม ผมตอบ “ไม่
ยังไงผมก็ไม่ ไม่อยากกลับไป” คิดว่าถ้าเรากลับไปแล้วเป็นเหมือนเดิมอีก
จะทำยังไง อีกอย่างพ่อแม่ผม ญาติผมรู้เรื่องนี้ทุกคน ถ้าผมกลับไปคบกับเขาอีก
พ่อผมจะตัดพ่อตัดลูกเลย"
วันเวลาทำให้แมนเข้มแข็งเพียงพอ เดินไปข้างหน้า
และเก็บไว้เพียงความทรงจำดีๆ วันเวลาอาจทำให้แมนเติบโตขึ้น
และวันเวลาก็คงช่วยเยียวยาแมน
"ผมเพิ่งแต่งงานใหม่ได้ประมาณสองเดือน
พ่อแม่เขากลัวผมจะกลับไปคืนนี้กับเมียเก่า เขาเลยช่วยหาผู้หญิงให้ เขาถามผมว่า “จะแต่งงานใหม่ไหม
พ่อแม่จะดูให้สาวๆเยอะแยะไป” ผมก็ “อือ! แม่ก็ดูมาแล้วกัน” พอพ่อกับแม่ไปดูมาจริงๆ
เดือนเดียวก็ได้ว่าที่เจ้าสาว ผมคิดไปคิดมาอยากทำให้พ่อกับแม่สบายใจ ก็เลยยอมแต่ง
ส่วนคนที่แต่งงานด้วย ผมก็บอกเขานะว่า ไม่ได้มีความรู้สึกว่าเรารักกัน
ที่เราแต่งกันเพราะผู้ใหญ่จัดให้ เขาก็เข้าใจ เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนกัน
เขาว่าพ่อแม่หาให้ก็แต่ง “พี่เป็นคนดีหนูถึงแต่งด้วย” เขาพูดอย่างนี้
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้
ผมก็จะพยายามรักษาครอบครัวไว้ให้ได้มากที่สุดเหมือนเดิม
ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกผมจริงๆ ผมจะเอาเขามาเลี้ยง จะไม่ยกให้แฟน
สิ่งที่คุณแมนฝากไว้คือ 'ถ้าเรามีครอบครัวแล้วก็ขอให้เรารักครอบครัวของเรา
พยายามทำหน้าที่สามีภรรยาให้ดีที่สุด อย่าไปตามสังคม
เราเอาใจใส่ดูแลครอบครัวเราดีกว่า'"
เรียนรู้จากเรื่องของแมน
แมนเป็นอีกหนึ่งคนที่พร้อมจะให้อภัยคนรัก
และเขาก็ได้ให้อภัยคนรักหลายต่อหลายครั้ง จนยากที่ผู้ชายทั่วไปจะทำได้
แต่แล้ว
แมนก็ได้เรียนรู้ว่า การให้อภัยนั้นมันช่างสูญเปล่า ไร้คุณค่า
เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ต้องการมัน แมนเข้มแข็งพอที่จะเดินออกจากชีวิตที่ไร้ค่านั้นเสีย
อาจเพราะเจ็บจนชิน วันที่ก้าวออกมา แมนจึงเข็มแข็งเด็ดเดี่ยว และไม่เปลี่ยนใจ
เมื่ออีกฝ่ายขอร้องคำว่า “อภัย” อีกครั้ง “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้
ผมก็จะพยายามรักษาครอบครัวไว้ให้ได้มากที่สุดเหมือนเดิม”
ช่างตอกย้ำความดีงามในน้ำใจของผู้ชายคนนี้อีกครั้ง
แมนพยายามแล้วอย่างเต็มที่
ที่จะรักษาครอบครัว เมื่อมองย้อนกลับไป แมนจึงไม่เคยเสียใจเพราะเขาได้พยายามแล้ว
“คนมีครอบครัวมักมีบททดสอบเข้ามาเสมอ
การรักษาครอบครัวไว้ให้ตลอดรอดฝั่งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
จงพยายามทำหน้าที่สามีและภรรยาให้ดีที่สุด แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ทำก็ตาม
เมื่อมองย้อนไป จะได้ไม่ต้องเสียใจว่า เราไม่ได้ทำอะไร”
ไม่มีความคิดเห็น :
แสดงความคิดเห็น