แอน
ครอบครัวพังเพราะกิ๊ก
แต่สุดท้ายเธอก็ทำ
แอน (นามสมมุติ)
เป็นผู้หญิงที่ดูมั่นใจในตนเองสูง เธอทำผมสีทองดัดเป็นลอนสวย
ขออนุญาตสูบบุหรี่ไปพร้อมกับพูดคุยกัน แรกทีเดียวแอนดูร่าเริง แต่ทันทีที่เริ่มเล่าเรื่องของตนเอง สีหน้าของเธอก็เคร่งเครียดขึ้น
แววตาแฝงยังความเจ็บปวดอยู่ภายใน
เธอเล่าเรื่องได้อย่างละเอียด
เหมือนกับเรื่องราวสามปีที่ผ่านมาไม่เคยจางหายไปในความรู้สึก
เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน สำหรับแอนเรื่องที่สะเทือนใจของเธอที่สุดมีสองตอน คือ เมื่อต้องกลับคลอดลูกที่บ้าน แต่สามีซึ่งทำงานอยู่ที่สมุทรปราการไม่ไยดีกลับไปดูหน้าลูกเลย
และอีกครั้งคือเมื่อหลังคลอดที่เธอกลับมาและพบสามีหลับนอนกับผู้หญิงอีกคนในห้อง
ในบ้านที่เธอกับสามีกู้ซื้อร่วมกัน และในผ้าขนหนูผืนที่เธอซื้อไว้และยังไม่ได้ใช้
"ตอนนี้หนูอายุ 31 ปี เรื่องราวต่างๆมันเริ่มตอนหนูอยู่ ม. 6 เทอมสอง หนูตั้งท้องกับแฟนที่อายุเยอะกว่าหนู 5 ปี ลุงกับป้ากลัวเรียนไม่จบ จึงพาไปทำแท้งที่จังหวัดใกล้ๆ
บ้านแถวในภาคเหนือนั่นแหละ หนูพักเรียนไป 15 วัน ก็กลับไปสอบจนจบ ม.6
จากนั้นผู้ใหญ่อยากให้แต่งงานกัน แต่หนูไม่อยากแต่งหรอก ขอค่าเสียหายแค่สามหมื่นก็พอ
เพราะคิดว่าตัวเองก็ยังไม่พร้อมจะมีครอบครัวในตอนนั้น
แต่ก็ขัดผู้ใหญ่ไม่ได้เลยต้องแต่งงานกันตามประเพณี
หลังจากแต่งงานหนูกับแฟนก็มาทำงานที่กรุงเทพ
เนื่องจากญาติแฟนมาทำงานที่นี่ จึงมาขออาศัยพักกับเขา
หนูได้ทำงานที่ร้านดอกไม้ส่งออกต่างประเทศ มีวุฒิ ม.6 เขาเลยให้ไปทำในออฟฟิศ มีหน้าที่ถ่ายรูปดอกไม้ เช็คข้อมูลประมาณนี้
ได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ก็ช่วยญาติแฟนจ่ายค่าน้ำค่าไฟ
พักอยู่กับญาติแฟนได้ประมาณหนึ่งเดือนก็รู้สึกเกรงใจเขา
จึงชวนกันมาหางานทำที่สมุทรปราการ เพราะที่นี่มีโรงงานเยอะ
อีกทั้งตอนนั้นรายได้ก็ไม่พอจ่าย หนูต้องส่งเงินไปให้แม่ทุกเดือน
เพราะหนูเป็นลูกคนเดียว พ่อกับแม่หนูเลิกกัน แม่หนูอยู่คนเดียว"
แอนได้ทำงานประจำในโรงงานใหญ่แห่งหนึ่งที่สมุทรปราการ
และดูเหมือนชีวิตใหม่จะไปได้สวย ส่วนแฟนเข้าบริษัทนั้น ออกบริษัทนี้
ทำงานได้แค่เดือนสองเดือนก็ออก เปลี่ยนงานไปเรื่อย
"แฟนหนูเป็นคนหน้าตาดี สูง ขาว
เวลาคุยกับผู้หญิงจะคุยดี คือคุยเพราะ แต่เวลาคุยกับเมียตัวเองคุย
มันก็คุยอีกแบบหนึ่ง คือไม่ถึงกับเพราะมาก เราก็รู้ว่าเขาเจ้าชู้
ก่อนที่จะคบกันเขาเจ้าชู้ เขาเที่ยว เขาเป็นลูกชายคนสุดท้อง แม่เขาตามใจ
อยากได้มอไซค์ เขาก็ซื้อให้ด้วยเงินสดเลย ส่วนที่บ้านหนู ฐานะก็พอมี
ไม่ถึงกับยากจนอะไรมากมาย แต่หนูเป็นคนขยันทำงาน ตั้งใจทำงาน
เป็นคนที่ไม่เคยขาดลามาสาย
ตอนแรกที่เข้าทำงานหนูเข้าเช้าตลอด
ต่อมาหนูต้องทำงานแบบเข้ากะดึกสลับกะเช้า สลับกันทุกสองสัปดาห์
ตอนเข้ากะดึกหนูไม่รู้เลยว่าแฟนทำอะไร โทรคุยกัน ถามว่านอนหรือยังกินข้าวหรือยัง
ด้วยความที่เราเป็นห่วงเขา หนูคิดว่าเขาคงไม่นอกใจเรา
เรามาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพใหม่ๆ เรามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆเขาก็ยังไม่มีอะไร เพราะเขายังไม่ออกฤทธิ์"
ชีวิตที่ไม่ลงล็อคกันเรื่องเวลา
ประกอบกับวัยที่ยังหนุ่มสาวซึ่งยังพึงใจกับการค้นหาความตื่นเต้นใหม่ๆ อยู่เสมอ
ทำให้ชีวิตที่เหมือนจะราบรื่นของแอนเริ่มสะดุด
"ตอนนั้นโรงงานที่หนูกับแฟนทำงานอยู่
อยู่ใกล้กัน เราก็เจอกันตอนออกกะ วันหนึ่งหนูเดินซื้อกับข้าวที่ตลาดไปเจอเพื่อน
เพื่อนบอกว่า “เฮ้ย! ดูแฟนดีๆหน่อย เห็นไปกินข้าวกับผู้หญิง
ตอนที่เขาเข้ากะเช้า ไปกินข้าวด้วยกันนอกโรงงาน เดินไปด้วยกัน ขี่มอไซค์ไปด้วยกัน”
หนูก็ยังไม่เอะใจ คิดประมาณว่าเขาคงไม่ใช่แบบนั้นหรอกเพราะว่าเขากับผู้หญิงคนนั้นอยู่แผนกเดียวกัน
เขาทำงานที่เดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน หนูไม่ได้คิดอะไรมากมาย ด้วยความที่ไว้ใจมาก
ต่อมาข่าวเริ่มมีหนาหู เพื่อนคนนั้นบอกคนนี้บอก หนูก็คิดว่าจะทำยังไงดี
ตอนนั้นเริ่มเครียด ไม่ได้ขาดงาน แต่ไปทำแบบเบลอๆ ทำงานไปคิดไป
จนวันหนึ่งพอตัวเองเข้ากะดึก จึงยืมมอเตอร์ไซค์เพื่อนออกไปดูห้อง
เห็นยังเปิดไฟยังไม่นอน หนูก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม จากนั้นหนูก็ออกไปดูเขาเรื่อยๆ
อย่างเราเข้ากะดึกอย่างนี้ไม่กินข้าวนะ ตอนเที่ยงคืนออกไปดูเขา
ไปซุ่มดูเขาว่ามันจะเป็นยังไง จนหนูทำงานที่นั่นประมาณ 3 เดือนกว่า แฟนบอกว่าที่แผนกจะไปกินข้าวแล้วไปร้านคาราโอเกะ หนูเลยบอกว่า
“เออ! ถ้างั้นก็ไปเถอะ แต่อย่ากลับดึกนะ
อย่ากินเหล้าเมามาก” วันนั้นหนูไปทำงาน
แต่อยากรู้ว่าเขาไปกับใครจริงหรือเปล่า หนูเลยออกมาตอนเที่ยงคืน
ซึ่งเป็นช่วงเวลาเบรกกินข้าว หนูขี่มอไซค์เพื่อนไปร้านคาราโอเกะ
ที่อยู่ในสมุทรปราการนั่นแหละ หนูแอบซุ่มดูสักพักหนึ่ง
ก็เห็นแฟนกับผู้หญิงที่อยู่แผนกเดียวกันเป็นรุ่นน้อง อายุ 23 ปี
ออกมาจากห้องคาราโอเกะกันสองคน
หนูแอบดูสักพัก เห็นว่าคนอื่นที่ไปด้วยกัน
เขานั่งอยู่ข้างนอกตรงส่วนที่เป็นร้านอาหาร พอแฟนหนูออกมา
เขามานั่งข้างกันแล้วก็กอดไหล่กัน หนูใจเต้นมากเลยตอนนั้น คิดว่า 'ทำไมวะ ทำไมต้องกอดคอกันด้วยทั้งๆที่อยู่แผนกเดียวกันอย่างนี้นะ
เป็นเพื่อนกันทำงานด้วยกัน ทำไมต้องทำอย่างนี้' หนูเลยเดินเข้าไป แฟนมองเห็นเลยรีบเดินมาหากลัวจะมีเรื่อง เราไม่พูดอะไร
ก็โมโห แต่เราต้องระงับไว้ แฟนบอกว่า “จะกลับพอดี”
เราเลยกลับกัน พอไปถึงห้องหนูจะถาม แต่เขาเมา
หนูเลยรอให้ถึงเช้า พอเช้าหนูจึงถามเขาว่า “ทำไมต้องกอดคอกันด้วย ทำไมต้องทำอย่างนี้ ชอบเขาเหรอ” ตอนที่ถามอารมณ์ก็เย็นๆลงแล้วแหละ เขาบอกว่า “คิดอะไรมากมาย น้องที่ทำงาน ก็แค่กอดคอเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรนี่
อย่าไปคิดมากๆ” หนูก็เชื่อเขา ไม่คิดมาก"
ความเชื่อใจทำให้แอนคลายความกังวล
และก็พยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านคาราโอเกะนั้น
จนกระทั่งต่อมาแอนได้เจอร่องรอยหนึ่งที่เหมือนจะสามารถเป็นคำตอบได้
"ต่อมาหนูเจอถุงยางอนามัยซ่อนอยู่ใต้รถมอเตอร์ไซค์
จึงถามแฟน เขาก็ปัดว่าเป็นของเพื่อน เอามาฝากไว้
เพื่อนจะไปนอนกับผู้หญิงคนนั้นคนนี้ หนูฟังแล้วก็ไม่ว่าอะไร ก็เชื่อเขา
และหลังจากนั้นหนูตั้งท้องเพราะว่าลืมกินยาคุมหนึ่งเม็ด ก็ไม่เชิงลืมหรอก
แต่ยาคุมเม็ดนั้นตอนแกะออกจากแผงมันหล่นแล้วเราหาไม่เจอ
ตอนแรกหนูก็ไม่รู้ว่าตัวเองท้อง ก็ยังกินเหล้าไปเที่ยวผับเที่ยวเทค เขาไม่กลับห้อง
เราเลยเที่ยว กลับมาตีหนึ่งตีสองเขาก็ยังไม่ยอมกลับ พอประจำเดือนไม่มาซักที
หนูเลยไปตรวจ จึงรู้ว่าท้อง หนูบอกแฟนว่า 'หนูท้องนะ' แฟนมันก็เหมือนดีใจ แต่มันก็เหมือนเครียดหนัก
เพราะแฟนเป็นคนชอบเรื่องอย่างว่า ถึงแม้หนูจะเป็นช่วงมีประจำเดือนเขาก็นอนด้วย
ต้องมีเรื่องพวกนี้ทุกวันจนหนูเองก็เหนื่อย บางครั้งทำงานกลับมาเหนื่อยๆ
เราเองไม่มีอารมณ์แต่แฟนต้องการ เราก็ต้องยอม
ตอนหนูท้องได้ห้าเดือน แฟนไม่ค่อยกลับห้อง
บางทีก็ข้ามวันข้ามคืนกว่าจะกลับมา วันหนึ่งหนูจึงขับรถมอไซด์ออกไป
ตั้งใจจะไปขับไปตกหลุมให้ตัวเองแท้งให้เด็กออก รถหนูเป็นรุ่นแอลเอส
แบบที่มีถังน้ำมัน ตอนนั้นคิดว่า “กูไม่เอาแล้วลูกคนนี้จะเอาไว้ทำไม
พ่อมันก็อย่างนี้ไปเที่ยวไปกินเหล้ากลับดึกกลับดื่นตีหนึ่งตีสองบางทีก็เช้า”
หนูเล็งหลุมนี้ไว้ตั้งแต่ตอนนั่งรถรับ-ส่งของบริษัท
พอขี่มอ’ไซค์ไปใกล้หลุ่มก็เร่งเครื่องอย่างเร็วจนตกหลุม
ท้องชนกับถังน้ำมัน ปวดท้อง แน่นขึ้นมา หนูเอาเท้าถีบมอไซค์ออก
แล้วคลานไปอยู่ข้างทาง หนูพูดกับตัวเองว่า “ทำไมวะทำไมมึงไม่ออกวะ? เอากำปั้นทุบๆท้องตัวเอง”
ตอนนั้นฝนตกปรอยๆ ถามตัวเองในใจว่า “ทำไงวะ?” จึงนั่งพักอยู่ตรงนั้นนานเหมือนกัน
ประมาณสองชั่วโมงได้ นั่งให้มันหายปวดหายเจ็บ พออาการปวดท้องดีขึ้นหนูก็เอารถมอไซค์ขึ้น
ตอนนั้นมันประมาณตีหนึ่งกว่าๆ มันไม่มีคนพลุกพล่าน ตรงแถวๆบางบ่อ แถวสมุทรปราการ
ถนนสายนี้เป็นสายบายพาสที่รถไม่ค่อยผ่าน
หนูขับมอไซค์กลับมาที่ห้องแฟนก็ยังไม่มาสักทีจนเช้าหนูก็ไปทำงานตามปกติถึงแม้จะนอนดึกก็ตาม"
เมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณแปดเดือน
แอนตั้งใจจะกลับไปคลอดที่บ้านต่างจังหวัด เนื่องจากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย
โดยสามีเดินทางไปส่งด้วยตัวเอง
"ตอนแรกไปอยู่บ้านแม่หนู
แต่แฟนเห็นว่าไม่มีคนดูแล เพราะที่บ้านมีแม่คนเดียว แกก็ไม่ค่อยสบาย
เป็นโรคประสาทอ่อนๆ แฟนเลยให้ไปอยู่บ้านพ่อกับแม่เขา ไปอยู่บ้านแฟนแค่สองวันน้ำเดินออก
เลยไปคลอดในอำเภอนั่นแหละ ไม่ได้คลอดในเมือง ตอนคลอดแฟนไม่มาดูเลยนะ
หนูโทรไปบอกแฟนว่า 'คลอดแล้วนะเป็นผู้ชาย' เขาก็ไม่มาดู เขาไม่ได้ลามาเยี่ยมเลย หนูโทรถามเขาว่า 'ทำงานเหรอ ทำโอไหม' ทั้งๆที่ตอนนั้นเรากลั้นน้ำตากลั้นความรู้สึกทุกๆอย่าง
เสียใจที่เราอยู่บ้าน แต่ทำไมเขาไม่มาดูเรา พ่อแม่เขาก็ดีมากเลย หาของกินมาให้
ส่วนแม่หนูก็ไปดูบ้าง เพราะหมู่บ้านหนูกับหมู่บ้านแฟนอยู่ห่างกันแค่สองกิโลเมตร
ตอนแรกหนูกะว่าจะลาให้ครบสามเดือน แต่คิดไปคิดมา หนูก็เปลี่ยนใจว่า “ไปดูดีกว่าว่าอะไร ทำให้เขาไม่มาดูเรา” โทรไปเขาก็บอกว่าทำงาน ทำโอตลอด เราก็คิดว่า “ทำไมทำโอทุกวันเลย”
ตอนแรกหนูลาคลอดไว้สามเดือน
แต่หนูกลับไปทำงานเร็วขึ้นสิบห้าวัน แผลตัวเองก็ยังไม่หายดี ลูกก็ห่วง
แต่ก็ต้องฝากแม่แฟนไว้บอกเขาว่า “หนูต้องไปทำงานแล้วนะ”
จากนั้นหนูก็มาหาแฟนซึ่งตอนนั้นยังกลางวันอยู่เขายังไม่เลิกงาน
หนูเปิดกุญแจเปิดไฟเสร็จ
ก็เห็นห้องมันรกมาก ที่นอนเลอะไปหมด เลอะประจำเดือน เลอะน้ำอสุจิ
ซึ่งเราดูออก รกขวดเหล้า เหม็นกลิ่นบุหรี่ จากนั้นหนูโทรไปหาเขาว่าอยู่ไหน
เขาก็บอกว่า “ทำงานอยู่” หนูไม่ได้บอกว่าหนูกลับมาแล้ว พอตอนเย็นประมาณห้าโมง หนูโทรไปอีก
เขาก็บอกว่าทำโอ หนูเลยนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปดูว่าเขาทำโอจริงไหม
พอไปถึงรปภ.บอกว่าตอกบัตรออกไปแล้วตั้งแต่ห้าโมงครึ่ง
หนูก็กลับมาที่ห้องทำความสะอาดห้อง เอาที่นอน
ลากไปทิ้งหมดเลยแล้วหนูก็ซื้อที่นอนใหม่มาปู ประมาณตีสองกว่าเขากลับมา หนูก็ยังไม่ถามเขาเพราะว่าหนูรู้นิสัยเขาอยู่ว่าถ้าเราไปถามตอนเมา
มันจะเตะมันจะต่อยมันจะตีเรา หนูจึงรอให้ถึงเช้าก็ถามว่า “ทำไมห้องมันเลอะ” แฟนก็บอกว่า “เพื่อนเมาเลอะ เพื่อนเอาผู้หญิงมานอน” หนูก็ไม่ว่าอะไร หลังจากวันนั้นแฟนก็กลับมาบ้านตรงเวลา บางทีทำโอ
แต่ก็กลับตรงเวลา ไม่กลับดึกกลับดื่น"
แอนพยายามจะถามถึงเหตุผลที่สามีไม่ยอมกลับไปดูลูก
แต่ก็ได้รับคำตอบว่า เขาเครียดจากงาน แอนเหมือนจะเชื่อ
กระทั่งเสียงลือเสียงเล่าจากเพื่อนฝูงในโรงงานว่าสามีของเธอมีผู้หญิงคนใหม่
"พอหนูกลับไปทำงานสักพัก
เรื่องมันก็หนาหูขึ้นเรื่องแฟนมีผู้หญิงอื่น แต่หนูก็จับไม่ได้
จนวันหนึ่งแฟนไปเที่ยวร้านอาหารหนูแอบไปดู ก็เห็นแฟนนั่งกอดเด็กร้านอาหาร
เด็กดริ้งค์อยู่ แต่ตอนนั้นคิดถึงครอบครัว ลูกก็มีแล้ว
เราจะไปโวยวายต่อหน้าเขาไม่ได้ แล้วอีกอย่างแฟนหนูเป็นคนที่กินเหล้าเมาแล้วมันจะทุบ
มันจะตีมันจะไม่ให้เกียรติเรา แต่ว่าเวลามันไม่เมาจะเป็นคนคุยดีพูดดี
สังเกตมาระยะหนึ่ง
หนูจึงมานั่งคุยกับแฟนว่า ถ้าไม่เลิกทำตัวแบบนี้เราจะเป็นครอบครัวได้อย่างไร
ที่ผ่านมาจะให้อภัยทุกอย่างทั้งหมด
หนูคุยกับเขาเรื่องเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถ เขาก็พยายามปรับตัวเองขึ้น
ไม่เที่ยว กลับมาตรงเวลา หนูเลยตัดสินใจไปกู้ธนาคาร
ทำเรื่องซื้อบ้านที่สมุทรปราการ แล้วก็ซื้อรถเก๋ง หนูคุยกับแฟนว่า
ทำงานเสร็จก็ขอให้กลับบ้านตรงเวลา ทำโอแล้วก็กลับ อย่าทิ้งเราไว้คนเดียว
บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเราเครียด เราอยากมีครอบครัวอบอุ่น ไม่อยากเป็นอย่างแม่
พ่อทิ้งไป แล้วต้องมาอยู่คนเดียว และขอแฟนว่า อย่าเอาผู้หญิงมานอนในห้อง
อย่ามานอนในบ้านที่ซื้อแล้ว หนูขอแค่อย่างเดียว แต่ถ้าแฟนจะไปเที่ยวไหนอะไรยังไง
ขอให้เอาถุงยางอนามัยไปด้วย หนูซื้อถุงยางอนามัยเป็นร้อยเอาใส่ในลิ้นชักเลย
คือถ้ามีอะไรก็ได้ แต่อย่าให้ผู้หญิงมาผูกมัด อย่ามาผูกพัน"
แอนพยายามเป็นผู้ใหญ่และเข้มแข็งขึ้น
เพราะอยากสร้างครอบครัวที่มั่นคง
แต่สามีก็ยังสนุกที่จะเที่ยวเตร่และกลับบ้านดึกดื่นเช่นเคย
"ลูกหนูอายุได้ประมาณห้าขวบ
เพื่อนหนูชวนไปดูหมอที่ชลบุรี ปกติหนูเป็นคนไม่เชื่อหมอดู แต่หนูก็ไปกับเพื่อน
หมอดูเขาทักหนูว่า 'แฟนเรามีผู้หญิงนะ ยังไงก็ต้องเลิกกัน'
หนูพูดขึ้นว่า 'ใช่เขามีผู้หญิง แต่ว่าเขาก็คงไม่ได้คิดจริงจัง
เขาอาจจะเป็นกิ๊กกันแค่เล่นๆ' แต่หมอดูเขาทักมาบอกว่า
'มันใช่แค่เล่นๆ
ผู้หญิงคนนี้เขาจะเอาจริงๆจังๆ' หมอดูบอกให้หนูไปจุดธูป
16 ดอก อธิษฐาน แล้วไปปักไว้ข้างหน้าบ้านพ้นชายคาบ้าน
หนูทำตามที่หมูดูแนะ อธิษฐานขอให้เจอ วันนั้นจำได้เลยคือ วันที่ 16 พฤศจิกายน ปี 2552
เป็นวันที่หนูต้องเข้ากะดึก พอหนูไปทำงานซักพักประมาณสี่ทุ่มกว่า อยู่ๆหนูก็ปวดหัว
ตามัวหมด หน้ามืด อยากกลับบ้าน หนูเลยขอลางานกับหัวหน้าแล้วให้เพื่อนไปส่งที่บ้าน
หนูขอลางานทั้งๆที่ใจไม่อยากลาเลย เสียดายเบี้ยขยัน
ตอนเพื่อนมาส่งที่บ้านหนูบอกเพื่อนไม่ให้เสียงดัง เพราะแฟนนอนอยู่
หนูค่อยๆเปิดรั้วดึงรั้วเบาๆ เข้านั่งพักในบ้านสักพักหนึ่ง หนูก็เดินขึ้นไปข้างบน
ลูกบิดประตูไม่ได้ล็อค ซึ่งโดยปกติ แฟนเป็นคนไม่ล็อคกลอนประตู หนูเปิดประตูเข้าไป
หนูก็เห็นเงาคนสองคนตะครุ่มๆ. พอหนูเปิดไฟเท่านั้นแหละ
เต็มๆเลยแฟนหนูนอนอยู่ที่นอนกับผู้หญิง ซึ่งคนนี้เป็นคนที่แฟนคบมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เพื่อนเล่าให้ฟัง
หนูเข่าอ่อนเลย หนูค่อยๆนั่งลงคือฟุบ หนูพูดไม่ออก แฟนรีบลุกขึ้นมาหา
หนูคลานขึ้นนั่งโซฟาในห้อง หนูก้มหน้าพอน้ำตามันจะไหลหนูก็เงยหน้าพยายามข่มตัวเอง
แฟนหนูเดินมาหาแล้วพูดว่า “พี่รักแอนนะ” หนูเลยว่า “นี่เหรอคนรักกัน เคยบอกแล้วใช่ไหม” หนูก็พูดแค่นี้ แล้วหนูโทรหาพ่อแม่เขา
บอกเขาเรื่องนี้แต่เขาก็ไม่ได้ว่าลูกเขาผิด เขาว่าโตแล้วมีลูกแล้ว ให้คุยกันเอง
แล้วหนูก็โทรหาแม่หนู แม่ก็บอกให้คุยกันเอง แม่พูดแค่นี้ เพราะแม่เป็นคนไม่ค่อยพูด
หนูเลยตัดสินใจเองเลย หนูเอาเสื้อผ้าหนูที่มีทั้งหมดที่อยู่ในตู้หนูเอาไปทิ้งหมดเลย
เครื่องสำอางอะไรทิ้งหมดเลย หนูเคยพูดกับเพื่อนไว้ว่า 'ถ้าผัวมึงมีชู้มีกิ๊ก ถ้ามึงเจอผู้หญิงคนนั้นมึงตบเลยตีเลย!' พอมาเจอกับตัวเอง ณ วันนั้น หนูพูดไม่ออก หนูมีเงินติดตัวมา 1,500 บาท พับเสื้อผ้ามา 6 ชุด เอาเอกสารต่างๆของตัวเองใส่กระเป๋าออกมา
แฟนหนูนั่งร้องไห้ เขาพูดแต่ว่า “รักนะ” น้ำตาหนูจะไหลหนูก็พูดอะไรไม่ออก ผู้หญิงเขาก็มานั่งข้างๆ แฟนหนู
นุ่งผ้าเช็ดตัวของซาตินที่หนูซื้อเป็นชุด หนูยังไม่ได้ใช้เลย หนูแหงนมองหน้าเขา
แล้วหนูโทรหาน้องที่เป็นญาติ เป็นลูกพี่ลูกน้องกันที่อยู่ในเครือสหพัฒน์
ให้มารับที่ปั้มน้ำมัน ตอนนั่งรอน้องน้ำตาไม่รู้มาจากไหน ร้องไห้ไม่ยอมหยุด
ใครเห็นก็คงนึกว่าเป็นบ้า"
แอนย้ายไปอยู่กับลูกพี่ลูกน้อง
แต่ก็ไม่สามารถพาตัวเองไปหางานทำใหม่ได้ เนื่องจากยังเสียใจและตั้งตัวไม่ติด
แอนร้องไห้จนนอนไม่หลับ เธอสูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าหนัก จนญาติเห็นท่าไม่ดีก็ค่อยๆ
ปลอบใจ พาเธอไปหางานทำ แอนค่อยๆ ดีขึ้น และพยายามจะแข็งแรงให้ได้
"ต่อมาทุกอย่างก็ค่อยๆดีขึ้น เพราะมีเพื่อน
ได้คุยกับเพื่อน จากนั้นตัวเองก็เข้มแข็ง เปลี่ยนเบอร์โทร
แล้วโทรไปบอกแม่ว่าอย่าบอกเบอร์ใหม่แฟนหนูนะ
แฟนก็ไม่โทรตามแต่โทรหาแม่อย่างเดียวคุยกับแม่ถามข่าวหนู หนูทำงานที่ระยองประมาณ 5-6 เดือน หนูก็รู้จักพี่ที่ทำงานในนิคมแถวนั้น ชื่อพี่ตุ๊ก เข้ามาจีบ
เราก็รู้ว่าเขามีเมีย ตอนแรกเขาบอกว่ายังไม่มีเมียยังไม่มีลูก หนูเลยถามตรงๆว่า “ถ้าจะคบกันจริงๆ ก็บอกตรงๆ ถึงพี่บอกว่ามีลูกมีเมียหนูก็คบได้” เราคบกันแต่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน
พี่ตุ๊กช่วยเหลือหนูตลอดตั้งแต่ที่หนูย้ายจากห้องน้องชาย พี่ตุ๊กก็มาช่วยย้ายของ
พี่ตุ๊กเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่ของเมียเขาเป็นคนที่ชอบเล่นหวยเล่นการพนัน
เงินเดือนออกมาแต่ละเดือน พี่ตุ๊กต้องส่งกลับบ้านเมียเพื่อเอาไปไถ่บ้าน ไถ่หนี้
ไถ่สิน ไถ่ที่ ไถ่นา พี่ตุ๊กจึงเครียด พี่ตุ๊กมีเรื่องอะไรก็คุยให้หนูฟัง
หนูมีเรื่องอะไรหนูก็คุยให้พี่ตุ๊กฟัง เหมือนปรึกษาหารือกัน เราก็คบกันไปเรื่อยๆ
โดยไม่ได้คิดแย่งพี่ตุ๊กมาจากแฟน แต่คบเป็นกิ๊กพยายามไม่ให้เมียเขารู้ ต่อมาหนูได้มาทำงานบริษัทเดียวกับพี่ตุ๊ก
แต่อยู่คนละโรงงาน เขาให้หนูย้ายห้องไปอยู่ใกล้ๆห้องเขา
เพราะเมียของเขาเช็คเลขไมล์รถยนต์ จดค่าน้ำมัน
แล้วเขาเริ่มสงสัยว่ารถวิ่งออกนอกเส้นทาง
มีอยู่วันหนึ่ง
พี่ตุ๊กพาหนูกับน้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องหนูไปเที่ยวพัทยา เมียพี่ตุ๊กโทรตาม
บอกว่า “ถ้ากลับมาทุ่มกว่าเลยเวลาแล้วไม่ต้องกลับมาเลยนะ
ชักจะเอาใหญ่แล้วเที่ยวใหญ่แล้ว” เราก็เลยวางแผนกันว่าทำยังไงดีไม่ให้พี่ตุ๊กโดนว่า
โดยหลอกเมียพี่ตุ๊กว่าหนูกับน้องชายเป็นแฟนกัน เราวานพี่ตุ๊กไปรับหนูมาที่นี่
เพราะว่าหนูทำงานที่กรุงเทพ หนูโกหกเขาอย่างนั้น วันนั้นก็พากันไปหอเมียเขาเลย
น้องชายหนูก็ทำท่าเหมือนว่าเป็นแฟนกัน มันก็กอดคอหนู พอเมียพี่ตุ๊กมา หนูก็ทัก “สวัสดีค่ะพี่” ทั้งๆที่เมียเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร
แต่เรารู้ว่าเขาเป็นเมีย ถามว่าทำใจได้ไหมช่วงนั้นเหมือนจะทำใจไม่ได้หรอกใจเต้น
กลัวเขารู้กลัวเขาจับได้เพราะเราผิด แล้วเราทั้งสี่คน มีหนู น้องชายหนู พี่ตุ๊ก
และเมียพี่ตุ๊ก ก็ไปเที่ยวหาดกัน พี่ตุ๊กกับน้องหนูเล่นน้ำ
ถอดเสื้อเดินลุยไปกลางทะเล พี่ตุ๊กร้องไห้อยู่กลางทะเลว่าหนูทำใจได้ยังไง
ส่วนหนูก็ไปนั่งคุยกับเมียเขา เมียเขาเป็นคนซีดๆเป็นคนตัวเล็กสูง145 ซม.คุยไปคุยมาน้ำตาหนูจะไหล “ทำไมกูทำผิดอย่างนี้
ทำไมต้องผิดซ้ำซากอะไรขนาดนี้ ทำไมกูต้องมาหลอกเขา?” หนูคิดอย่างนี้ ตอนเช้าพี่ตุ๊กก็รีบมารับหนูแล้วก็ไปคุยกันที่สวนสาธารณะ
หนูบอกว่าไม่อยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นแล้วเมียพี่จับได้ เพราะครอบครัวพี่มีลูก
หนูก็เคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้ว
แต่แกบอกว่าแกรักหนูเพราะว่านิสัยคล้ายๆกับแฟร์ๆ มีอะไรก็แฟร์ๆไม่เคยว่า
พี่จะกินเหล้าจะไปอะไรก็ได้ เราจึงยังคงติดต่อกันเรื่อยๆ ตอนที่คบกันนั้น
หนูช่วยเหลือพี่ตุ๊กเรื่องเงินเพราะเงินเดือนแกไม่พอใช้ ค่างวดรถ ค่าบัตรเครดิต
หนูมีเงินเก็บ 50,000 บาท เอามาช่วยแกจนหมด"
แม้จะรู้สึกผิด
แต่แอนก็ยังเลือกที่จะเล่นกับไฟต่อไป
ถ้าไม่ใช่เพราะความเหงาก็คงเพราะเธอหวังอยากมีใครสักคนเข้าใจในตัวเธอ
"มีอยู่วันหนึ่งที่เมียแกโมโหมากคือเป็นวันสิ้นเดือน
เมียพี่ตุ๊กจะจ่ายค่าห้องแต่พี่ตุ๊กไม่กลับห้อง แต่มาอยู่กับหนู เมียพี่ ตุ๊กพูดประชดว่า
ถ้าไม่กลับมาจะขนของไปอยู่กับเพื่อนแล้วนะ ไม่ต้องกลับมา
พี่ตุ๊กก็เลยโมโหบอกเมียว่า “จะไปก็ไป
จะเลิกก็เลิก” แล้วเมียแกก็ขนของไปอยู่กับเพื่อนจริงๆ
ซึ่งเดือนนั้นพี่ตุ๊กไม่มีเงินจ่ายค่างวดรถ ค่าห้อง ค่าบัตรเครดิตแล้ว หนูเลยแนะนำให้พี่ตุ๊กเอาทีวี
ตู้เย็น ของใช้ต่างๆไปขายเพื่อมาจ่าย จากนั้นก็ให้พี่ตุ๊กย้ายมาอยู่กับหนู
หนูกับพี่ตุ๊กอยู่ด้วยกันประมาณ 4 เดือน เมียแกก็ระแคะระคายว่าพี่ตุ๊กอยู่กับหนู
อาจเป็นเพราะเพื่อนพี่ตุ๊กที่มากินเหล้าที่ห้องเอาไปพูด เมียพี่ตุ๊กจึงมาหาที่ห้อง
วันนั้นพี่ตุ๊กทำโอกว่าจะกลับถึงห้องก็ประมาณสองทุ่มกว่า
หนูก็จัดกับข้าวมาตั้งโต๊ะกินกับแก สักพักมีคนมาเคาะห้อง พี่ตุ๊กเดินไปเปิด
แล้วแกก็เดินไปที่ระเบียง คือเมียพี่ตุ๊กมากับเพื่อนอีกสองคน
พอเข้ามาในห้องเมียแกก็พูดเลย “อีนี้เหรอ
ทำไมไม่ไปแสดงละครกัน ทำไมไม่ไปแสดงหนังเลย” หนูก็นั่งเฉยเพราะหนูผิด แล้วหนูก็ไปเปิดทีวี
เมียพี่ตุ๊กก็โมโหเดินไปคว่ำโต๊ะญี่ปุ่นที่วางกับข้าวและขวดเบียร์ เสียงดังเพร้ง!
ไม่มีเหลือ คว่ำหมด หนูก็นั่งพับเพียบไม่พูดอะไร หนูจะเปิดทีวีอีก เขาก็ปิด
เขาถามหนูว่า “มึงจะเอายังไงอีหน้าด้าน มึงแย่งผัวชาวบ้านเขาแล้วมึงยังจะมาทำหน้าตาอย่างนี้อีก
มึงเป็นนางเอกเหรอ ทำไมมึงเงียบทำไมมึงไม่พูดอะไรเลยสักคำ”
หนูก็ไม่พูดอะไร
สักพักพี่ตุ๊กก็เดินเข้ามาพูดว่า “พอๆ เบาๆ เงียบๆ”
พูดจบพี่ตุ๊กก็มองหน้าหนู แกคงอายห้องข้างๆ
หนูเลยเดินไปนอกห้องตั้งใจจะไปดูดบุหรี่ เพื่อนของเมียพี่ตุ๊กที่มาด้วยอีกคนขวางประตูกันไว้
ถามหนูว่า “จะไปไหน” หนูเลยตอบ “ไปดูดบุหรี่” หนูก็เห็นเพื่อนเขาอีกคนนั่งอยู่ที่รถมอเตอร์ไซด์ชั้นล่างของหอ
(หนูอยู่ชั้นสอง) พอดูบุหรี่เสร็จหนูก็เข้าไปในห้อง เมียพี่ตุ๊กก็ด่าหนูอีก ด่าๆ
เหมือนเขาเก็บกด เราก็เข้าใจนะความรู้สึกของคนที่เคยเจอ
แต่ทำไมเวลาเราเจอครั้งแรกเราไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมเรานิ่งทำไมเราเงียบ
ทำไมเราต้องแสดงความกล้าแสดงความเก่งให้เขาเห็นว่าเราไม่เป็นอะไร
ทั้งๆที่พอออกมาน้ำตาไหลก็ไหลเลย แต่ทำไมคนนี้สามารถที่จะด่าได้ หนูก็เงียบ
ไม่ใช่ว่าตัวเองว่าเป็นนางเอกหรอก ตอนนั้น เราผิดเราก็เลยพูดไม่ออก
เจอสถานการณ์อย่างนั้นก็คือไม่พูดไม่อะไรเลย"
บางทีที่แอนพูดอะไรไม่ออกก็คงเพราะภาพเหตุการณ์ในวันเก่าๆ
ที่เธอเคยเจอมันหวนย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้วันนี้จะยืนอยู่คนละตำแหน่ง
แต่แอนก็คงเข้าใจหัวใจของอีกฝ่ายดี
"พี่ตุ๊กพูดขึ้นว่า 'เดี๋ยวพี่เอาเสื้อผ้าแล้วก็ไปอยู่กับน้องชายก่อนนะ' หนูก็บอกว่า 'ไปเถอะ' เมียแกก็ตามไป จากนั้นมาหนูกับพี่ตุ๊กเริ่มจะห่างๆกัน
เพราะเขาก็คุยกับเมีย แต่จะอยู่ด้วยกันก็ยังไม่ได้เพราะเมียแกไปอยู่หอกับเพื่อน
ส่วนแกก็อยู่กับน้องชายแก เวลาเมียแกมาหาก็ไม่ได้นอนด้วยกัน ไม่ได้มีอะไรกัน
พอสามเดือนผ่านไปพี่ตุ๊กก็ย้ายมาอยู่กับหนูอีก ช่วงที่ห่างกันนั้นหนูก็เริ่มมีกิ๊ก
สักคิ้ว สักหลัง อะไรที่ไม่เคยทำก็ทำ กินเหล้าสำมะเลเทเมา มีกิ๊กเป็น อบต.
อายุประมาณ 50 ปี หนูเดือดร้อนเรื่องเงิน
เขาก็ให้หนูใช้
ตอนพี่ตุ๊กกลับมาหาหนูแกก็ขอว่า 'พี่จะมาอยู่กับแอนนะ พี่จะตัดทางโน้น แต่ว่าพ่อแม่พี่เป็นโรคหัวใจ
แล้วอีกอย่างหนึ่งลูกก็อยู่กับพ่อแม่พี่ พี่ขอเคลียร์ตัวเอง' หนูก็ใจอ่อนเลิกกับกิ๊กที่เป็นอบต. มาคบกับพี่ตุ๊กอีก
ไม่กี่เดือนต่อมาพี่ตุ๊กเขาก็กลับไปคุยกับเมียอีก วันนั้นหนูไปเที่ยวของบริษัทชวนพี่ตุ๊กไปด้วยแกก็ไม่ยอมไป
พอหนูกลับไปวันนั้นตอนเย็นประมาณสองทุ่มครึ่ง ขึ้นห้องไปหนูก็โทรถามเขาว่าอยู่ไหน
เขาก็เดินมากับเพื่อนเขา ขึ้นมาเคาะประตูห้อง พอหนูเปิด
พี่ตุ๊กขว้างกุญแจห้องให้หนู “เอาไปเลยกุญแจห้อง”
เหมือนคนอยากจะไปแล้ว ประมาณว่าวันนั้นหนูไม่มีตัง
หนูเหลือตังติดตัวแค่ 200 บาท
หนูถามตัวเองว่า “ทำไมเราต้องมาเจ็บอย่างนี้อีก
เจ็บซ้ำๆซากๆ ทั้งๆที่ทุกอย่างที่ช่วยมา
ทำมาตลอดก็ไม่ระลึกถึงบุญคุณมันคงเป็นเวรเป็นกรรมที่เราเคยเอาของเขามา
เราก็ต้องจ่ายให้เขาไป” พี่ตุ๊กขนเสื้อผ้ากับเพื่อนผู้ชายสองคน
พอพี่ตุ๊กไปหนูก็ตัดสินใจย้ายหอ"
ความไม่สมหวังครั้งแล้วครั้งเล่าเริ่มหลอมแอนให้เป็นคนใหม่มากขึ้น
คนใหม่ในแบบที่เธอคนเก่าในอดีตมาพบเข้า ก็อาจต้องแปลกใจ
"ต่อมาหนูเจอวิศวกรที่มาทำงานรับเหมาให้บริษัทที่ทำอยู่เลยคบกับเขาจนมีอะไรกัน
ส่วนพี่ตุ๊กเองก็พยายามโทรหาหนู แต่หนูไม่รับสาย จนเขาสืบรู้ว่าหนูพักอยู่ที่ไหน
เขากินเบียร์จนเมาแล้วเขาขวดเบียร์มาปาใส่ประตูห้องหนู จนเจ้าของหอโทรมาบอก
หนูเลยย้ายหออีกรอบ กระทั่งน้ำท่วมที่บ้านหนู ตอนนั้นหนูเป็นห่วงแม่มาก
หนูจึงขอรับบริจาคเงิน สิ่งของกับเพื่อนๆที่บริษัท กำลังคิดว่าจะเอาของที่ได้จากการบริจาคกลับบ้านยังไงดี
พี่ตุ๊กก็โทรมาพอดี หนูเลยรับสายแล้วขอให้พี่ตุ๊กพาไปหาแม่
เราเอาของไปบริจาคน้ำท่วมด้วยกัน พี่ตุ๊กก็ได้เจอแม่ ญาติผู้ใหญ่ ลุงป้า
เขาก็ไม่ว่า เขาก็บอกว่า 'ฝากดูแลน้องด้วย'
พี่ตุ๊กรับปากว่า เขาจะทำตัวใหม่แล้ว
เขาไม่ได้ไปอยู่กับเมียแล้ว เขาจะหย่ากัน
คือเมียเขาก็มีผู้ชายคนที่เป็นแฟนเก่าของเขาพร้อมที่จะแต่งงานด้วย
ผู้ชายคนนั้นเขาก็เลิกกับเมียเขาแล้วก็จะมาแต่งกับเมียพี่ตุ๊ก
หนูก็ตกลงแต่จะไม่ทุ่มเทให้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ที่ผ่านมาหนูให้มาตลอด
คราวนี้พี่ตุ๊กต้องให้หนู ต้องยอมให้หนูทุกอย่าง อยากกินอะไรก็ซื้อมา
จะไม่ทำกับข้าวรอเหมือนเมื่อก่อน ตั้งแต่วันนั้นมาก็เริ่มมาคบกันอีก
หนูก็เลิกกับคนอื่นๆ
หนูมาคิดๆ ดูเรื่องที่ผ่านมา
คงเป็นบาปกรรมที่หนูทำกับพ่อด้วย ตอนอายุ 15 ปี พ่อหนูมีเมียใหม่ เขาทิ้งแม่หนูไป แม่หนูคิดมาก จนกลายเป็นโรคประสาท
วันที่พ่อหนูมาย้ายทะเบียนบ้านไป หนูก็เริ่มเกเร ดูดบุหรี่ ดูดยาบ้า ดูดกัญชา
เอาทุกอย่าง พ่อมาหาที่โรงเรียน หนูว่าให้พ่อด้วยนะ ‘มึงไม่ใช่พ่อกู มึงปล่อยให้กูอยู่กับแม่กูได้ไงสองคน
มึงไม่เคยคิดถึงกูเลยเหรอ’ พ่อหนูร้องไห้
หนูบาปมากเลย หนูคิดได้ตอนที่หนูมีลูกแล้ว คิดถึงพ่อ อยากไปขอโทษ
หนูไม่เจอพ่อมานานแล้ว หนูอยากไปขอโทษ อยากเห็นว่าพ่อสบายดีไหม
อยากไปไหว้พ่ออยากไปกอด ตอนที่พ่อยังไม่ตาย ตอนนี้พ่อยังมีชีวิตอยู่
ถ้าไม่มีพ่อเราก็ไม่ได้เกิดมา สมัยอยู่ม. 3 หนูคิดไม่ได้ แล้วตอนนี้ชีวิตครอบครัวตัวเองก็มาพัง"
เรียนรู้จากเรื่องของแอน
ความเจ็บช้ำน้ำใจเพราะแฟนมีกิ๊กในอดีต
น่าจะเป็นบทเรียนที่ทำให้แอนระวังในการใช้ชีวิต
และไม่เดินบนเส้นทางที่ตนเองเคยโกรธเกลียดนั้น
แต่แอนกลับเลือกที่เป็นกิ๊กซะเองหลายครั้งหลายครา
คงมีแต่แอนเท่านั้นที่ตอบได้ว่า ทำไมเธอจึงเลือกที่จะเป็นเช่นนั้น
ดูเหมือนชีวิตของแอนจะวนอยู่ในอ่างใบเดิม วนไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหากิ๊ก
สลับมาเล่นบทบาทเองบ้าง และแอนเองก็ยังไม่พบความสุขแบบที่แอนเคยฝันใฝ่
“ครอบครัวที่สมบูรณ์” ยิ่งนานวันแอนยิ่งห่างไกลจากเส้นทางที่วาดไว้
จนเหมือนกับแอนได้ละจากมันไป เมื่อไหร่ก็ตามที่แอนได้สติ
หวังว่าเธอจะกลับไปตามหาความฝันของตนเอง บนเส้นทางที่ถูกต้อง
และเมื่อเธอระลึกได้อย่างแท้จริงว่า เธอต้องออกจากตามหาสามีเวลาพักเบรก เธอต้องการจะทำแท้ง
เธอต้องออกจากงานที่มั่นคง ต้องย้ายที่อยู่ เพราะอะไร? เธอคงจะเลิกเป็นคนแบบนั้น
“หากไม่มีใครสักคนเคียงข้าง
เราควรเรียนรู้ที่อยู่คนเดียว ดีกว่าการมีชีวิตที่ผิดศีลธรรมไปเรื่อยๆ
เพราะเราจะไม่มีวันมีความสุขกับชีวิตแบบนั้น”

Stop GIG! I don't like
ตอบลบสังคมน่าอยู่ถ้าทุกคนรักษาศีล
ลบไม่ชอบก็ดีแล้วค่ะ พอมีครอบครัวแล้วรักษาให้ดีๆนะค่ะ
ตอบลบ